เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 29: เจ้า...เจ้าทำสิ่งใดลงไป

👁️ 1 อ่าน
22px

          ยามอู่ แสงอาทิตย์ส่องกระทบหลังคาเรือน หน้าศาลบรรพชนร่างสูงของหานอี้เฉินคุกเข่าอยู่ ไม่ไกลนักฮูหยินผู้เฒ่ากำลังเดินเข้ามา ในมือถือไม้เรียว ใบหน้าแข็งกระด้าง

            หลังจากขัดขวางท่านย่าไม่ได้ ตัวเขาจะเหลือหนทางใดให้ทำอีก นอกจากการลงโทษตนเอง และยังเป็นการขออภัยมารดาที่ล่วงลับ เนื่องจากตนไม่อาจดูแลน้องสาวได้

            ฉางซียืนหลบอยู่หลังต้นไม้ เจ้านายของเขาคุกเข่าอยู่ที่แห่งนี้มาตั้งแต่คืนวาน ไร้ผู้ใดสั่ง และไร้ผู้ใดล่วงรู้

            ชุ่ยอวิ๋น บ่าวรับใช้คนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่าผ่านมาเห็น จึงไปบอกกล่าว นั่นจึงเป็นเหตุให้หญิงชราผู้นั้นมายังหอบรรพชน

            “อาเฉิน เหตุใดเจ้าจึงไม่รู้ความได้ถึงเพียงนี้” เสียงเรียบของคนชราเอ่ย ใบหน้าไร้ซึ่งความเมตตาดังเคย มือเหี่ยวเคาะไม้เรียวในมือเป็นจังหวะ

            “เป็นความผิดของหลานเองขอรับ ทั้งเรื่องที่เมี้ยวอวี้โดนลอบทำร้าย ทั้งเรื่องที่ชิงหรู...” เสียงทุ้มขาดห้วง เม้มริมฝีปาก ประโยคหลังบางเบาเสียจนมีเพียงเขาเองที่ได้ยิน

            “เมี้ยวอวี้ เด็กคนนั้นไม่รู้ความมาแต่ไหนแต่ไร ครั้งนี้เกิดเรื่องเหลวไหลเช่นนั้นได้ ก็เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการของตนเอง ใช่ความผิดของเจ้าเสียที่ไหนกัน” ดวงตาแข็งกระด้างส่งสัญญาณให้บ่าวคนสนิท

            ชุ่ยอวิ๋นเดินตรงไปคิดจะพยุงคุณชายใหญ่ให้ลุกขึ้นยืน ทว่ากลับถูกแขนแกร่งสะบัดออก จนเซถลาแทบล้มลงกับพื้น

            ฉางซีแทบอยากจะโขกหัวตัวเองกับต้นไม้ เจ้านายของเขาเป็นเช่นนี้มานาน บางคราก็ไม่รู้จักมองสถานการณ์ให้ดี ชุ่ยอวิ๋นแม้จะยังเด็ก แต่ก็เป็นบ่าวที่ฮูหยินผู้เฒ่าไว้ใจเทียบเท่ากับเหอซินมามาผู้ล่วงลับ การที่คุณชายใหญ่กระทำเช่นนี้ ไม่เท่ากับว่าหักหน้าของผู้ใหญ่หรอกหรือ

            “หานอี้เฉิน คืนวันพรุ่งคืองานเลี้ยงฉลองของเจ้า หากในงานไร้ซึ่งเจ้าของ ผู้อื่นจะคิดเห็นเช่นไร” หญิงชราเอ่ยเสียงแข็ง

            หานอี้เฉินไร้ซึ่งคำตอบ ยังคงแน่วแน่กับสิ่งที่ตนคิด บรรยากาศตอนนี้จึงค่อนข้างจะอึดอัดมากโข บ่าวรับใช้ที่ผ่านไปมาแทบจะรีบหลบไป เพราะไม่อยากเข้ามาพัวพัน

            “ดี ดียิ่ง” เสียงแหบแห้งดังก้อง ใบหน้าเหี่ยวเริ่มขึ้นสี “เจ้าโทษย่าของเจ้าใช่หรือไม่ ที่ปล่อยให้เรื่องพวกนี้เกิดขึ้น ทั้งยังบังคับน้องสาวของเจ้าให้ต้องไปแต่งงาน โดยที่เจ้าไม่เห็นด้วย”

            “เรื่องนั้น...” ผู้ทำโทษตนเองโพล่งขึ้นมาโดยขาดสติ ก่อนจะรีบกลืนประโยคต่อมาลงคอ

            “คนหัวหงอกเช่นข้าจะไม่รู้ความคิดของพวกเจ้าสองพี่น้องได้อย่างไร เพียงแต่ เจ้าเองก็ต้องยอมรับได้แล้ว มาถึงตอนนี้เจ้าจะมาแสร้งทำเพื่อชิงหรูไปทำไม” น้ำเสียงค่อยๆ ผ่อนลง “ทั้งที่ก่อนหน้า เจ้าเมินเฉยต่อนางมาตั้งหลายปี”

            ประโยคหลังทำเอาร่างสูงที่คุกเข่าอยู่กำหมัดแน่น เขาเองก็รู้ดีว่าตนเองทำสิ่งใดไป แต่เมื่อถูกย้ำเช่นนี้ เขากลับไม่อาจสงบใจได้

            ดวงตาสีเข้มเงยหน้าขึ้นสบกับผู้อาวุโส กระแสลมรอบกายคล้ายหยุดลงไปชั่วขณะ “อดีตผ่านมาแล้ว ถึงเวลาก็ควรปล่อยวางเสีย”

            ครานี้คำพูดของคนหนุ่มกลับแทงใจหญิงชรา มือที่กำไม้เรียวผ่อนลง ชะงักค้างไปชั่วขณะ สองสายตาที่สบกันต่างมีเรื่องปิดบังอยู่ในใจ ไร้ซึ่งผู้ใดจะล่วงรู้

            “แย่แล้วขอรับ เกิดเรื่องแล้ว คุณชายใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่า เอ๊ะ!” บ่าวชายคนหนึ่งรีบร้อนวิ่งเข้ามา เขาสะดุดธรณีประตู ล้มลงหน้าคะมำ ฟันกระแทกพื้นจนรู้สึกเจ็บแปล๊บ ยังไม่ทันจะได้พักดี กลับถูกฉางซีที่โผล่มาจากไหนไม่รู้หิ้วคอเสื้อขึ้น

            “เกิดเรื่องอะไร” องครักษ์หนุ่มเอ่ยถาม พลางเหลือบมองเจ้านายและฮูหยินผู้เฒ่าที่หันมา

            “เกิดเรื่องที่เรือนชิงหลันขอรับ คะ...คุณหนูใหญ่หมดสติไปขอรับ!!

            สิ้นคำพูดของบ่าวรับใช้ คนร่างสูงที่เคยคุกเข่าแน่นิ่งเป็นหินลุกพรวดขึ้นทันที ไม่รอฟังสิ่งใด ก็รีบพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ฉางซีปล่อยคอเสื้อของบ่าวคนนั้น ก่อนจะรีบวิ่งตามเจ้านายไป

            ชุ่ยอวิ๋นเดินตรงมาประคองฮูหยินผู้เฒ่า หญิงชรายกมือขึ้นลูบอก สูดหายใจเข้าออกอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย “รีบไปกันเถอะ”

 

            หานอี้เฉินพุ่งพรวดมาถึงเรือนชิงหลัน พบว่าหน้าเรือนถูกบ่าวชายหลายคนล้อมไว้ เมื่อก้าวเข้าไปเขากลับไม่พบบ่าวคนสนิทของน้องสาว พบเพียงแม่เลี้ยงของตนที่กำลังยืนอยู่นอกเรือน ด้วยไม่อาจเข้าไปในเรือนได้ เพราะสุนัขตัวใหญ่ที่กำลังแยกเขี้ยวขวางทางอยู่

            “อี้เฉินเจ้ามาแล้ว” เสียงนุ่มเรียบของมารดาเลี้ยงนั้นล่องลอย ใบหน้าแม้จะแย้มยิ้มแต่กลับส่งไปไม่ถึงดวงตา “สุนัขตัวนี้ ไม่ยอมให้ข้าเข้าเรือน และพาตัวคนผิดไปรับโทษ ช่าง...ไม่รู้ความเอาเสียเลย”

            หานอี้เฉินใบหน้านิ่งเรียบ มองหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะเอ่ย “สุนัขตัวนี้เป็นสัตว์เวทที่ท่านเซียนมอบให้ หากมันไม่รู้ความ เช่นนั้นผู้ใดจะรู้ความอีกเล่า”

            ใบหน้าสวยชะงัก ริมฝีปากกระตุก สีหน้าที่เคยยิ้มกลับนิ่งเรียบ ดวงตาคู่สวยไร้ประกาย หานอี้เฉินไม่สนใจอีกฝ่าย เดินนำเตรียมจะเข้าเรือน แต่กลับถูกขวางไว้โดยสุนัขขนฟู

            อาเซ่าส่งเสียงเห่า แยกเขี้ยวหนา หากผู้ใดล่วงล้ำเขตโดยที่มันไม่อนุญาตก็อย่าหวังจะมีชีวิตรอดกลับไปเลย

            “เด็กดี หากเจ้าคิดจะช่วยนายของเจ้า ก็ควรปล่อยให้พี่ชายของนางเข้าไปดูอาการเพื่อรักษาถูกหรือไม่” เมื่อพูดจบกระแสลมก็พัดผ่าน ผมที่ถูกผูกไว้เป็นหางม้าพลิ้วไหว หนึ่งคนหนึ่งสุนัขจ้องตากันอยู่ชั่วครู่ จนในที่สุด ก็มีฝ่ายล่าถอย

            อาเซ่าก้มหัวส่งเสียงหงิง ก่อนจะหลีกทางให้หานอี้เฉินเข้าไปเพียงคนเดียว ฉางซีเองก็พยายามจะทำตามเจ้านาย แต่กลับเกือบถูกสุนัขตัวใหญ่นั่นกัดจนมือขาด

            ร่างสูงก้าวเข้าไปในเรือน กลิ่นหอมของดอกมะลิลอยมาปะทะจมูก ภายในห้องนอนไป๋อวี่กำลังเช็ดตัวให้เจ้านาย ใบหน้าเปื้อนน้ำตา ถังน้ำอีกถังที่ตั้งอยู่ที่พื้นเต็มไปด้วยเลือดที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง

            ใบหน้าที่งดงามในตอนนี้ซีดเผือดไร้การตอบสนอง คล้ายบุปผาที่กำลังโรยรา ครั้นคิดจะเอื้อมมือไปจับ กลับไม่อาจยื่นออกไปอย่างง่ายดายนัก จู่ ๆ เขาก็รู้สึกหน่วงในใจ มือหนาสั่นเทาคล้ายทำสิ่งใดไม่ถูกไปชั่วขณะ

            เป็นอย่างนั้นอยู่ราว ๆ หนึ่งเค่อ ก่อนที่ไป๋อวี่จะสังเกตเห็นผู้มาใหม่

            “คุณชายใหญ่...” บ่าวรับใช้เอ่ยทัก ใบหน้าอิดโรย

            “เกิดอันใดขึ้น เหตุใดน้องสาวข้าที่เมื่อครู่ยังออกไปเที่ยวนอกจวน ถึงได้ล้มป่วยลงในชั่วพริบตา” เสียงทุ้มเอ่ยเจือความสั่นเครือ ขอบตาแดงขึ้นเล็กน้อย

            ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ไป๋อวี่ได้แต่ก้มหน้า ในขณะที่ร่างสูงสอดส่ายสายตาไปทั่ว ก่อนจะสะดุดเข้ากับจานขนมจานหนึ่ง ที่เหลือขนมเพียงสามชิ้น

            ใจกระตุกวูบ ภาพบางอย่างซ้อนทับในหัว ร่างกายสั่นเทา ชั่วพริบตาเขาพุ่งเข้าไปบีบคอสาวใช้ ร่างเล็กกระแทกกำแพงอย่างจัง แต่ยังคงกัดฟันทนไม่ส่งเสียงร้องออกมา

            “เจ้า...เจ้าทำสิ่งใดลงไป” มือหนาบีบแรงขึ้น ในขณะที่ความคิดสับสน “ไม่สิ ตั้งแต่เมื่อใด เจ้านำสิ่งนั้นมาให้น้องสาวของข้ากินตั้งแต่เมื่อใด!!

            ไป๋อวี่หูอื้อ นางไม่ได้ยินเสียงใดนอกจากความรู้สึกเจ็บปวดที่บริเวณลำคอ และลมหายใจที่เริ่มติดขัด นางหายใจไม่ออก หากเป็นแบบนี้ นางคงได้ตายจริง ๆ แน่

            “อึก พิษ...ต้องหาทาง...แก้...พิษ” เสียงที่ถูกเปล่งออกมาอย่างยากลำบาก เรียกสติคนตัวสูง

            หานอี้เฉินปล่อยมือจากสาวใช้ ก่อนจะชักมีดสั้นที่แอบไว้ออกมา จ่อไปที่คอของคนร้าย “พิษใด...เจ้าให้นางกินพิษใดไป คงไม่ใช่...”

            “พิษ...ไร้ยาถอน” ไป๋อวี่เอ่ยขัด ไม่ใช่พิษที่คุณชายใหญ่คิด แต่เป็นพิษร้ายแรงที่นางเองก็ไม่ต้องการให้คุณหนูกินเข้าไปเช่นกัน

            “ไม่ใช่พิษเกล็ดหิมะร่วง...แต่เป็นพิษไร้ยาถอน” ร่างสูงไร้เรี่ยวแรงไปชั่วครู่ จู่ ๆ สมองก็พลันว่างเปล่า เขาคิดสิ่งใดไม่ออก พิษไร้ยาถอนเช่นนี้ ไม่เท่ากับว่าน้องสาวของเขาถึงอย่างไรก็ต้องตายหรอกหรือ

            ไป๋อวี่เหลือบมองร่างของคุณหนู ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาหวิว “สำนักหมื่นพิษไม่กล้ำกราย...”

            “เจ้าว่าอะไร” หานอี้เฉินได้ยินไม่ชัด เนื่องจากสมองตื้อ

            “คนของสำนักหมื่นพิษไม่กล้ำกราย...อาจจะมีทางช่วยคุณหนูได้เจ้าค่ะ” ไป๋อวี่เอ่ยเสียงดัง ก่อนจะหอบหายใจแรง

            “หมื่นพิษไม่กล้ำกราย คนจากสำนักที่รักสันโดษนั่น ข้าจะไปหามาได้อย่างไร!!” หานอี้เฉินสติแตก เขาผลักร่างสาวใช้จนเซไปกระแทกกับโต๊ะข้างเตียง จานขนมบนโต๊ะหล่นกระแทกพื้นเสียงดัง

            เพล้ง!

          “ข้า...ข้าไม่รู้” ไป๋อวี่ส่ายหัว ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น นางคิดได้เพียงเท่านี้จริง ๆ

            หานอี้เฉินกำด้ามมีดในมือแน่นจนเลือดไหล จู่ ๆ เขาก็นึกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งออก ทุกปีฝ่าบาทจะรับสั่งให้เจ้าสำนักหมื่นพิษไม่กล้ำกรายมาตรวจสุขภาพ ซึ่งตรงกับวันนี้พอดี หากเขาตรงไปที่วัง และเอ่ยขอความกรุณาจากฝ่าบาท อาจจะสามารถพาคนผู้นั้นมารักษาน้องสาวของเขาได้ทัน

            ร่างสูงไม่รอช้า รีบก้าวออกไปจากเรือนในทันที ห้องนอนตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ไป๋อวี่จับคอของตัวเองพบว่ามีเลือดไหลซึมเล็กน้อย เมื่อครู่ตอนคุณชายใหญ่นำมีดจ่อคอ คงกดแรงไป

            ร่างบางเงยหน้ามองคุณหนูที่นอนหลับอยู่บนเตียง

            “คุณหนู...ท่านคิดจะทำสิ่งใดกันแน่”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!