ศาลต้าหลี่ เป็นสถานที่ตรวจสอบคดีร้ายแรง เดิมทีเมื่อดำเนินเรื่องแล้วจะต้องส่งต่อนักโทษให้กับกรมอาญาเป็นคนจัดการต่อ
แต่หัวหน้าพวกเขาเป็นใครกันเล่า อสรพิษอำมหิต ที่เป็นถึงกั๋วกง แถมยังมีฮ่องเต้ถือหางอีก หากไม่ต้องการส่งตัว หัวหน้ากรมอาญาจะทำสิ่งใดได้
มือปราบผู้หนึ่งรีบร้อนวิ่งเข้ามาในห้องทำงานของหัวหน้าที่ปกติจะว่างเปล่า แต่วันนี้กลับมีเจ้าของห้องกำลังเอนหลังยืดเท้าวางบนกองเอกสารอย่างสบายใจ ข้างกายมีคนสนิทประจำตัวที่แทบไม่เคยเห็นหน้าอยู่ด้วย คนผู้นั้นสวมหน้ากากสีดำน่ากลัว ทั้งยังสวมชุดดำสนิท ยิ่งทำให้ผู้พบเห็นอดนึกถึงฉายาของเขาไม่ได้
เฮ่อเฉิน มือผีแห่งศาลต้าหลี่...
เพียงแวบเดียวคนผู้นั้นก็หายไปในชั่วพริบตา พร้อมเสียงเย็นของเจ้าของห้องที่เอ่ยอย่างไม่พอใจ “เหยียนอัน เจ้าเอามารยาทไปทิ้งไว้ที่ไหนกัน”
น้ำเสียงเย็นเยียบกับท่าทีที่เกียจคร้านพาให้มือปราบขนลุกซู่ ตัวเขารีบยืดตัวตรง ก่อนจะเอ่ยเรื่องด่วนที่ทำให้ตนต้องรีบร้อนเข้ามา
“เกิดเรื่องที่หอหลิงจู๋ขอรับ เมื่อครู่เถ้าแก่มาขอพบ–“ ยังไม่ทันจะเอ่ยจบประโยค คนที่ควรยืนรออยู่ข้างนอกกลับพุ่งพรวดเข้าไปในห้องทำงาน
เหยียนอันเบิกตากว้าง มือหนาทำปฏิกิริยาไปโดยไม่รู้ตัว เอื้อมไปจะคว้าชายอาภรณ์สีขาวครีม แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศ ตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะมีวรยุทธ์อ่อนด้อย แต่เมื่อเทียบกับคนพวกนี้ เขากลับคล้ายเป็นเพียงคนที่รู้วิชาเพียงผิวเผินเท่านั้น
“อวี้หาน!! ให้ตายเถอะ ข้าส่งเสี่ยวจื่อมาแล้วนี่ เหตุใดยังนั่งเป็นรูปปั้นอยู่ที่นี่อีก รีบลุกเลยนะ” เซี่ยนซูรีบร้อนไปพยุงคนร่างสูงที่กำลังนอนเอนอย่างสบายใจ
ขณะที่กำลังจะยกร่างที่หนักอึ้ง จู่ ๆ เขาก็เหลือบไปเห็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารักของเขากำลังมองมาด้วยตาละห้อย ที่คอของมันมีพวงกุญแจขนาดใหญ่คล้องอยู่ ไม่ต้องสืบก็รู้ ว่าผู้ใดจะโหดเหี้ยมอำมหิตถึงขนาดทำร้ายเจ้านกน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดูของเขาได้ลงคอ
“เสี่ยวจื่อ เหตุใดเจ้าจึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้...เจ้าคนอำมหิตผิดมนุษย์ที่ไหนมันทำร้ายเจ้ากัน มา ๆ ข้าจะแกะให้นะ ระวัง ๆ” ไม่ว่าเปล่าเขาพุ่งไปค่อย ๆ นำพวงกุญแจขนาดใหญ่ออกจากคอของนกน้อยอย่างเบามือ
ซ่งอวี้หานเท้าคาง มองสหายที่ทำตัวน่าขัน สลับกับเหยี่ยวตัวขนาดใหญ่ ขนสีเข้มเป็นประกาย ดวงตาสีทองมองเจ้าของอย่างออดอ้อน ช่างขัดกับชื่ออย่างเสี่ยวจื่อที่สหายปัญญานิ่มของเขาตั้งให้อย่างสุดโต่ง
“ทักษะการตั้งชื่อของเจ้าช่างเด็กน้อยเสียจริง เสี่ยวจื่อ...น่าขัน” เจ้าของห้องเอ่ย ใบหน้าเย้ยหยั่นอยู่ในที
เซี่ยนซูตกใจ รีบปิดหูของเจ้านกน้อยในทันที จะให้ลูกรักของเขามาได้ยินคำพูดหยาบคายเช่นนี้ไม่ได้ “อวี้หาน ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง ข้าขอให้เจ้าไปตรวจสอบหอหลิงจู๋ของข้า เหตุใดยังนั่งเอ้อระเหยเช่นนี้อยู่ได้”
ซ่งอวี้หานคร้านจะใส่ใจ เขาลุกขึ้นบิดขี้เกียจ “ก็รอให้เจ้ามาตามด้วยตนเองอย่างไรเล่า”
คำตอบของหัวหน้าศาลต้าหลี่ทำเอาเหยียนอันและเซี่ยนซูแทบหงายหลัง ช่างเป็นคำพูดที่เอาแต่ใจและไร้ซึ่งความรับผิดชอบถึงที่สุด แต่เมื่อออกจากปากของคนตรงหน้า กลับไม่อาจตำหนิได้ลง
“วิญญาณเชียวนะ!! เจ้ารู้หรือไม่ นานเพียงใดแล้วที่ไม่มีวิญญาณปรากฏในเมืองหลวง” เซี่ยนซู ทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดก่อนหน้า แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ข้าสืบความจากผู้ต้องสงสัยมาได้ว่า ผู้ก่อเหตุเป็นจอมยุทธน้อยผู้หนึ่ง หน้าตาธรรมดาไม่โดดเด่น แต่เหมือนจะมีวิชาที่พวกผู้บำเพ็ญเซียนใช้กัน”
ซ่งอวี้หานยกยิ้ม ควงพัดในมืออย่างสำราญใจ “ถ้าเช่นนั้นข้าว่าเจ้าก็คงโดนกลปาหี่หลอกเข้าแล้ว เซี่ยนซู วิญญาณหากไม่อาฆาตไม่นานก็จะสลายหายไปเอง”
“ยิ่งมาจากวิธีการบังคับรวมตัวเศษเสี้ยววิญญาณไว้ในที่เดียวแล้ว จุดประสงค์คงแค่ก่อความวุ่นวายเพียงชั่วครู่” ซ่งอวี้หานหยุดมือ ก่อนจะใช้พัดแตะคางของตนแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย “เกรงว่าวันนี้จะถึงคราวซวยของเจ้าแล้ว”
พูดจบเซี่ยนซูก็เห็นเพียงชายอาภรณ์สีดำแดงที่เคลื่อนผ่านประตูห้องออกไป ทิ้งให้มือปราบหนุ่มและตัวเขาเองยืนเงียบไร้คำจะเอื้อนเอ่ยอยู่ตรงนั้น
ภายในหอหลิวเซียงก่อนหน้าครึกครื้น แต่ตอนนี้กลับไร้ซึ่งเสียงดนตรี ภายในห้องรับรอง หลิงเสวี่ยเหยานั่งลงบนโต๊ะกลม มือหนาเอื้อมไปหยิบขนมเข้าปาก ก่อนจะลอบมองหญิงงามที่กำลังเยื้องย่างตรงมาด้วยท่าทางอ่อนช้อย
มือบางวางลงบนไหล่หนา ลูบไล้อย่างแผ่วเบา กลิ่นหอมของบุปผาลอยอวลกระทบใบหน้า ชวนให้ลุ่มหลง เมื่อใบหน้าสวยเข้ามาใกล้กลิ่นหอมของแป้งชาดก็แตะเข้ากับจมูก เป็นหนึ่งในสินค้าของตระกูลอู๋ดังคาด เครื่องประทินโฉมที่สตรีนางนี้ใช้ล้วนเป็นของที่นั่นทั้งหมด กลิ่นที่เลือกมักเป็นกลิ่นบุปผาที่หอมละมุน แฝงความยั่วยวน
“แม่นางเชิญนั่งก่อนเถิด” หลิงเสวี่ยเหยาพยุงมือเรียวของอีกฝ่าย ให้นั่งลงบนเก้าอี้ข้างกาย ก่อนจะรินสุราให้
ลี่อินมองใบหน้าของเด็กหนุ่ม แม้จะดูธรรมดาแต่กลับใสสะอาด ไม่รู้เพราะเหตุใดคนตรงหน้าถึงดูมีเสน่ห์กว่าพวกขุนนางหน้าตาดีหลายคนที่นางเคยพบเสียอีก ทั้งท่าทางที่ดูมั่นใจ การกระทำที่ดูให้เกียรติแม้นางจะเป็นเพียงนางโลม ล้วนทำให้นางรู้สึกพิเศษ
ดวงหน้าสวยเอียงอาย รับแก้วน้ำชามาจิบอย่างว่าง่าย แก้มแดงระเรื่อเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าเป็นผลมาจากการดื่มสุราหรือความเขินอายที่เกิดขึ้นกันแน่
เดิมทีนางเองก็ผ่านร้อนหนาวมามาก แต่กลับใจสั่นให้เด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดาเช่นนี้ ชวนให้ประหลาดใจยิ่งนัก
“แม่นางลี่อิน เดิมทีตัวข้าท่องยุทธภพมานาน พบเจอผู้คนมามาก พอมีทักษะบางอย่างอยู่บ้าง ท่านสนใจลองดูหรือไม่?” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยพลางแย้มยิ้ม
ลี่อินเบือนหน้าหนี ก่อนจะเอ่ยอย่างเหนียมอาย “ทักษะอันใดหรือเจ้าคะ”
ดรุณหนุ่มมองสตรีตรงหน้า มือหนาเอื้อมไปจับคางไว้ ก่อนจะบังคับให้หันมาสบตากับตน “แน่นอนว่า แม่นางคงได้ยินเรื่องการทำนายมาก่อนใช่หรือไม่”
ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง รอยยิ้มชะงักค้าง ก่อนหน้านางเผลอคิดไปไกล เมื่อได้สติกลับมาจึงอดตำหนิตัวเองไม่ได้ ที่คิดฟุ้งซ่านไปได้มากถึงเพียงนั้น
“จอมยุทธน้อยจะทำนายดวงให้ข้าหรือเจ้าคะ?” เสียงหวานเอ่ยพลางหัวเราะเบา ๆ “ลองดูสิเจ้าคะ หากทำนายได้แม่น คราหน้า บรรดาหญิงงามในหอหลิวเซียงคงพากันมาขอให้ข้านัดหมายท่านให้มาทำนายดวงให้พวกนางด้วยกระมัง”
หลิงเสวี่ยเหยาจับมือของฝ่ายตรงข้ามหงายขึ้น นิ้วหนาหยาบกระด้างลากผ่านลายเส้นตามฝ่ามือ ทำเอาแม่นางตัวร้อนวูบวาบ รู้สึกจั๊กจี๊นิด ๆ ดวงหน้าสวยเริ่มแดงก่ำอีกครั้ง
เด็กหนุ่มมองลายเส้นบนมือก่อนจะเอ่ยอย่างมั่นคง “ตัวท่านรอนแรมมาไกลจากต่างเมือง เพื่อมาตั้งถิ่นฐานในเมืองใหญ่ หลังจากร่อนเร่อยู่หลายวัน ในที่สุดก็มาพบผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่งมอบโอกาสให้...”
ผู้ฟังเดิมทีไม่ใส่ใจ แต่เมื่อได้ยินจอมยุทธน้อยเอ่ยมาเรื่อย ๆ ก็เริ่มตั้งใจฟังโดยไม่รู้ตัว คนตรงหน้าสามารถบอกได้หมดทุกอย่าง แม้กระทั่งความลับที่มีเพียงเถ้าแก่และสหายสนิทอย่างอิงอิง เท่านั้นที่รู้ เช่น เรื่องบุตรชายของนาง เป่ากวง
ผู้เป็นดั่งแสงสว่างล้ำค่าในชีวิต มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อย ดวงตาแดงระเรื่อ ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาตอกย้ำความยากลำบากตลอด 8 ปีที่ผ่านมาของนาง
หลิงเสวี่ยเหยากุมมือเรียวไว้ ไม่แน่นมาก แต่ก็ไม่หลวมเกิน ทำให้คนที่ถูกกุมมือรู้สึกอุ่นใจ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนที่มั่นคงและดูปกป้องนางได้มาปลอบโยน ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีเพียงคนเดียวที่กุมมือนางไว้เช่นนี้ คือสหายสนิทของนาง อิงอิง
“แม่นางลี่อิน หลายปีมานี้ท่านพยายามได้ดีมาก” เสียงทุ้มต่ำของคนแปลกหน้าคล้ายปลอบประโลมจิตใจที่อ่อนไหว ร่างอรชรโผล่เข้ากอดร่างหนา น้ำตาที่เคยกดไว้ ไหลพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย
เด็กหนุ่มยกมือหนาลูบหลังนางเบา ๆ กลิ่นหอมเย็นของมะลิลอยมาปะทะจมูก ทำให้ลี่อินรู้สึกสบายใจ และยังรู้สึกสงบขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
หลังจากตั้งสติได้แล้ว ก็ผละออกจากร่างหนา “ให้จอมยุทธน้อยเห็นเรื่องน่าอายเสียแล้ว”
หลิงเสวี่ยเหยายกยิ้ม “หากสามารถปลอบใจบุปผางามได้เพียงน้อย ก็ถือเป็นรางวัลให้ข้าแล้ว”
ดวงหน้าสวยแววตาเป็นประกาย มือเรียวฉุดชายร่างสูงขึ้น ก่อนจะผลักเขาลงบนเตียง มือเรียวลูบไล้กรอบหน้าของเด็กหนุ่ม “ให้ข้าได้ตอบแทนท่านนะเจ้าคะ”
หลิงเสวี่ยเหยาเหลือบมองประตู ก่อนจะยกยิ้ม เดิมทีนางมาที่นี่เพราะต้องการทราบเครื่องประทินโฉมที่แม่นางผู้นี้ใช้ และต้องการซื้อใจ เผื่อโอกาสหน้านางจะได้ใช้แม่นางผู้นี้เป็นสายข่าว แม้สถานการณ์ตอนนี้อาจจะดูล่อแหลมไปบ้าง
แต่การก่อเหตุใหญ่โตที่หอหลิงจู๋เมื่อครู่ ตัวนางทำไปเพราะมีเหตุผล มือหนายกขึ้นโอบเอวบาง ในขณะที่ดวงหน้าสวยกำลังจะก้มลง ประตูห้องก็ถูกกระแทกเสียงดังลั่น
ปัง!!
บานประตูกระเด็นออก กระแทกผนัง สตรีร่างเล็กในอ้อมกอดตกใจรีบร้อนลุกขึ้น อาภรณ์งามรุ่งริ่งเล็กน้อย ในขณะที่เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งยันตัวขึ้นอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะเหลือบมองผู้มาใหม่
“ขัดความสนุกของพวกเจ้าแล้ว ขออภัยด้วย” เสียงเรียบของบุรุษในชุดดำแดงเอ่ย ผมสีเงินของเขาสะท้อนกับแสงจากโคมไฟ ใบหน้าประดับยิ้มมุมปาก แต่แววตากลับเฉยเมยไร้ซึ่งความรู้สึก
“ซะ...ซ่งกั๋วกง” ลี่อินเอ่ยตะกุกตะกัก ร่างเล็กทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น แม้จะไม่รู้ว่าคนตรงหน้ามาเพราะเหตุใด แต่นางกลับไม่มีแรงยืน และไม่กล้าแม้แต่จะมองใบหน้าของผู้มาใหม่
“เจ้านี่เอง!! ที่ก่อเรื่องวุ่นวายจนโรงสุราของข้าเสียลูกค้าไปมาก” เซี่ยนซูเอ่ยพลางเคาะพัดในมือ สายตามองประเมินคนตรงหน้า เพียงชั่วครู่เขาก้าวไปหลบหลังสหาย ก่อนจะยื่นหน้าออกมา “เจ้าพลาดแล้วที่มาก่อนเรื่องในถิ่นของข้า อวี้หาน จัดการเลย!!”
หลิงเสวี่ยเหยามองจิ้งจอกหนุ่มที่หลบหลังอสรพิษ ใบหน้าคมเย้ยหยัน ริมฝีปากยกยิ้มกวนประสาท “ตายจริง เมืองหลวงแห่งนี้ ต้อนรับจอมยุทธจากสำนักชื่อดังกันเช่นนี้หรือ?”
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าไร้ความเกรงกลัว มือเรียวของหญิงงามที่คุกเข่าอยู่ข้างกายพยายามดึงให้เขานั่งลง แต่ไร้ซึ่งการทำตาม จอมยุทธน้อยยืนประจันหน้ากับซ่งกั๋วกง
“ข้ามู่จื่ออัน ลูกศิษย์เพียงคนเดียวของเซียนโอสถ” หลิงเสวี่ยเหยาประกาศเสียงดังลั่น มุมปากยกยิ้มท้าทาย “พวกท่านคิดจะจับข้าโดยไร้ซึ่งหลักฐานเช่นนั้นหรือ?”