เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 37: เหตุใดท่านจึงพูดไม่เป็นภาษาเล่า?

👁️ 1 อ่าน
22px

            หอหลิวเซียง แต่เดิมเป็นเพียงหอนางโลมเล็กๆ ที่เถ้าแก่เกือบจะปิดไปตั้งแต่หลายปีก่อน ครั้นวันที่เขาคิดทอดถอนใจ เมื่อเห็นกิจการที่ไร้อนาคต

            จู่ ๆ ก็เหมือนสวรรค์เมตตา ส่งหญิงงามผู้หนึ่งมาถึงหน้าหอหลิวเซียง สตรีนางนี้แม้จะอยู่ในสภาพที่มอมแมมเพียงใด แต่กลับไม่อาจปกปิดราศีของผู้ดี และความงามที่มีได้แม้แต่น้อย

            ในมือของนางอุ้มเด็กทารกมาด้วย เสื้อผ้าขาดวิ่น ในขณะที่เท้าแดงเถือก เพราะไร้ซึ่งรองเท้าห่อหุ้มคุ้มกัน

            คนร่างผอมรีบร้อนลุกขึ้น มาพยุงแม่นาง ก่อนจะเอ่ยปาก “เจ้า เข้ามาก่อน”

            เถ้าแก่รีบร้อนพาคนเข้ามา ก่อนจะรีบปิดประตู แม้ไม่สอบถามก็พอเดาได้ ว่าสตรีนางนี้คงพาลูกหนีมาจากเมืองอื่น รอนแรมมาไกล เงินและอาหารประทังชีวิตก็ไม่มี นางจึงต้องหาโอกาสและสถานที่ให้พึ่ง

            แต่จวนขุนนางในเมืองหลวงนี้ล้วนเข้มงวดกับการเลือกบ่าวรับใช้ หากไม่ทราบประวัติ และไร้ซึ่งนายหน้า ก็ยากที่จะเข้าไปในจวนใหญ่พวกนั้นได้

            หากเป็นร้านค้าทั่วไป การจะไปขอพึ่งพิงยิ่งยากขึ้นไปอีก เมื่อต้องคอยเลี้ยงดูบุตรอีกคน สุดท้ายสิ่งที่ผู้เป็นมารดาทำได้ คือการพาตนมาถึงหอนางโลม ที่ใกล้เจ๊งแห่งนี้

            ลี่อินทำงานให้หอหลิวเซียงเพื่อแลกกับให้เถ้าแก่รับดูแลบุตรของตน โชคดีที่เถ้าแก่หอหลิวเซียงนั้นเป็นพวกรักษาคำพูด เขาดูแลบุตรชายของนางให้อย่างดี น่าเสียดาย ที่เด็กคนนั้นป่วยเรื้อรังอยู่บ่อย ๆ หมอทั่วไปก็ไม่อาจรักษาโรคนี้ได้

            นางจึงจำเป็นต้องหาเงินเพิ่ม เพื่อหาหมอที่ดีกว่านี้มารักษาบุตรชายวัย 8 ขวบ หรือไม่ก็ควรหาจอมยุทธจากยุทธภพสักคน ที่พอจะทำให้นางติดต่อกับเหล่าคนจากสำนักหมื่นพิษไม่กล้ำกรายได้

            ภายในห้องแต่งตัว ลี่อินกำลังจัดแต่งทรงผม พลางถอนหายใจ ไม่ไกลนัก อิงอิง เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของนางในหอหลิวเซียงกำลังเลือกเครื่องประดับให้ “ลี่อิน กฎใหม่ที่เจ้าตั้ง ข้าพอเข้าใจถึงจุดประสงค์”

            มือที่กำหวีชะงักค้าง แรงที่ใช้จับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แววตาวูบไหว “ข้าไร้ทางเลือก มีเพียงวิธีนี้ที่จะทำให้ข้าสามารถเลือกแขกได้เอง ทั้งยังไม่ลดจำนวนเงินที่ได้”

            มือเรียวที่ควานหาปิ่นหยิบชิ้นที่สะดุดตาและเข้ากับอาภรณ์สหายที่สุดขึ้นมา ก่อนจะปักให้ ใบหน้างดงามของสตรีทั้งสองสะท้อนออกมาผ่านคันฉ่อง

            “เมื่อครู่ ก่อนเข้ามาในห้องเจ้า ข้าแอบไปดูมาแล้ว ผู้ที่มาคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นส่วนมาก หนึ่งในนั้นมีคนผู้หนึ่งที่อาจสร้างปัญหาได้หากเจ้าไม่เลือกเขา” เสียงใสเอ่ยพลางแสดงสีหน้ากังวลใจ

            “แต่โชคยังดี ดูเหมือนจะมีคนที่พอจะมอบโอกาสที่เจ้าต้องการให้เจ้าได้”

            เพียงพูดจบ ภาพสะท้อนผ่านกระจกของผู้เป็นมารดาก็ปรากฏรอยยิ้มกว้าง ดวงตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง “จริงหรือ เขามาจากยุทธภพหรือ?”

            อิงอิงมองท่าทีของคนตรงหน้า ในใจพลันอ่อนยวบลง ดวงหน้าคลายกังวลได้นิดหน่อย ก่อนจะเอ่ยต่อ “ดูแล้วน่าจะเป็นเช่นนั้น ดรุณหนุ่มแม้มีหน้าตาธรรมดา แต่ท่าทางองอาจ เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นเพียงคนเดียวในหอที่เคยร่วมหลับนอนกับคนจากยุทธภพ”

            “คนผู้นั้นเคยบอกข้าว่า หากอยากสังเกตคนที่เป็นเช่นเดียวกับเขาให้สังเกตที่ท่าทาง รวมถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมา แม้ไม่เห็นด้วยตา แต่เรารู้สึกได้”

            ลี่อินฟังสหายเล่าอย่างตั้งใจ พลางพยักหน้างึก ๆ ในขณะที่มือรีบร้อนจัดแต่งอาภรณ์ และผมของตนให้ดูดี

            “เด็กหนุ่มผู้นั้นถือดอกลิลลี่สีขาว เมื่อเจ้าขึ้นแสดงลองสังเกตดูเถิด แล้วจะเข้าใจว่าเหตุใดผู้คนที่มาจากยุทธภพถึงได้มีความแตกต่างจากคนธรรมดา”

            อิงอิงพูดจบก็จับไหล่เล็กของอีกฝ่ายเพื่อให้กำลังใจ ก่อนจะขอตัวออกไป เพราะตนรั้งอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว เดิมทีตอนนี้นางควรจะอยู่ด้านล่างเพื่อคอยรับแขก

            ร่างอรชรเดินออกจากห้องแต่งตัว ตรงมายังโถงชั้นแรก เสียงเอะอะดึงความสนใจให้ต้องหยุดดู ไม่ไกลนัก เจียวเจียวกำลังมองดูเหตุการณ์ ด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

            “เจียวเจียว เกิดเรื่องอันใดขึ้น เหตุใดถึงได้เอะอะกันเสียงดังเช่นนี้?” อิงอิง มองตรงไป สถานที่เกิดเหตุอยู่ตรงโต๊ะไม่ใกล้และไม่ไกลจากเวทีมาก เมื่อนึกได้ว่าตำแหน่งนั้นเป็นที่นั่งของผู้ใด ในใจจึงร้อนรนขึ้นมา

            “พี่หญิงเป็นเรื่องแล้วล่ะ เมื่อครู่คุณชายท่านนั้น...เอ่อ ไม่สิ คุณชายจ้าว หาเรื่องแขกที่เพิ่งมาใหม่ของเรา ฝั่งเราไม่มีใครกล้าเข้าไปห้าม พี่หญิงก็รู้ว่าเบื้องหลังคุณชายท่านนั้นคือผู้ใด” เจียวเจียวสีหน้าเป็นทุกข์ มือที่ถือพัดโบกไปมา ให้ลมเย็นปะทะดวงหน้า เผื่อจะคลายความร้อนที่มีในตอนนี้ได้

            จ้าวอวิ๋นเฉิง ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก คุณชายผู้นี้คือ บุตรชายของซีอ๋อง ที่แม้ตัวจะไม่อยู่ในเมืองหลวง แต่อิทธิพลและอำนาจที่มีก็ยังมากพอที่จะไม่มีใครจะกล้าท้าทาย

            เดิมทีซีอ๋องนั้นเป็นเหมือนด้านตรงข้ามของหวังอ๋องที่สุขุม สง่างาม ด้วยนิสัยมุทะลุ เถรตรง ทำให้บุตรชายของเขากล้าใช้อำนาจอย่างเปิดเผย ไร้ซึ่งความเกรงกลัว

            ผู้ใดมีเรื่องกับคนผู้นี้ หากไม่ติดคุก ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อคิดได้เช่นนี้อิงอิงจึงร้อนรน คนที่คุณชายจ้าวหาเรื่อง คือจอมยุทธน้อยที่ลี่อินหมายตา ผู้เป็นเพียงโอกาสเดียวที่บุตรชายของนางจะหายจากโรคเรื้อรังนั่นได้

            “เจียวเจียว เจ้ารีบขึ้นไปบอกลี่อินถึงเหตุที่เกิดขึ้น แล้วเร่งให้นางออกมาแสดงให้เร็วที่สุด ตอนนี้มีเพียงนางที่จะแก้สถานการณ์นี้ได้”

            เจียวเจียวพยักหน้ารับคำ ก่อนจะรีบร้อนขึ้นไปยังห้องแต่งตัว ในขณะที่อิงอิงสูดหายใจเข้าเต็มปอด รวบรวมความกล้าที่มี ก่อนจะเดินตรงเข้าไป ผู้คนที่ยืนมุงหลีกทางให้นาง ปากก็ซุบซิบกันเสียงดัง

            “ข้าบอกให้ออกไป เจ้าฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรืออย่างไร?” จ้าวอวิ๋นเฉิงเท้าเอว มองคนที่นั่งเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่บนโต๊ะอาหาร

            “ภาษาคนข้าย่อมฟังรู้เรื่อง แต่น่าแปลกนัก คุณชายท่านนี้ เหตุใดท่านจึงพูดไม่เป็นภาษาเล่า?” หลิงเสวี่ยเหยายกยิ้ม มองคนวางอำนาจอย่างไม่เกรงกลัว ในมือประคองบุปผาอย่างดี ราวกับประคองสตรีที่บอบบาง

            ท่าทางเช่นนั้นยิ่งเหมือนจะยั่วโมโหให้คนตรงหน้า คุณชายผู้พูดไม่เป็นภาษาหน้าแดงก่ำ คิ้วเข้มขมวดจนเป็นปม มือหนากำแน่น ยกขึ้นคิดจะต่อยคนตรงหน้า ทว่ายังไม่ทันที่หมัดจะถึง กลับได้ยินเสียงหวานของใครบางคนเข้าเสียก่อน

            “คุณชายจ้าว วันนี้ก็มาด้วยหรือเจ้าคะ ตายจริง น่าเสียดายนัก ข้าเองก็อยากปรนนิบัติท่านให้ดีแท้ ๆ แต่วันนี้กลับไร้โอกาสเสียได้” อิงอิงเดินเข้ามา ใบหน้าแย้มยิ้ม ร่างอรชรตรงเข้าไปจับมือที่ชะงักอยู่กลางอากาศอย่างอ่อนโยน พลางลูบไล้อย่างแผ่วเบา

            จ้าวอวิ๋นเฉิงคล้ายถูกน้ำเย็นสาดใส่ ไฟที่เคยลุกโชนค่อย ๆ มอดลง ดวงตาอ่อนลงเล็กน้อย “แม่นางอิงอิง วันนี้งดงามเช่นเคย เจ้าอย่าได้น้อยใจ ตัวข้าเองก็ทุกข์ใจที่ไม่อาจให้เจ้าทั้งสองคนปรนนิบัติด้วยกันได้”

            หลิงเสวี่ยเหยาคิ้วขมวด ปลายคิ้วกระตุกเล็กน้อย ขณะที่มือหนาเอื้อมไปยกแก้วชาขึ้นจิบ คุณชายผู้นี้ก่อนหน้าเอาแต่หาเรื่องไล่นางออกไปด้านนอก จุดประสงค์คงกลัวว่านางจะแย่งความสนใจจากหญิงงามอันดับหนึ่ง

            แม้จะไม่อยากก่อเรื่อง แต่ในเมื่ออีกฝ่ายมาหาเรื่อง เหตุใดนางจะตอบโต้กลับไปบ้างไม่ได้เล่า เรื่องสนุกเช่นนี้ เมื่อไหร่จะมีมาอีกก็ไม่อาจรู้ได้?

            “เจ้าน่ะ รีบออกไปตั้งแต่ข้ายังพูดดี ๆ หากไม่อยากเดือดร้อนภายหลัง” คุณชายจ้าวโอบเอวหญิงสาว ก่อนจะหันมามองค้อนดรุณหนุ่มที่ท่าทางสง่างามจนรกหูรกตา หากเมื่อครู่แม่นางคนงามไม่มาห้าม เจ้านั่นคงไม่ได้มาลอยหน้าลอยตาเช่นนี้หรอก

            เอาเถอะ โอกาสดี ๆ ไม่ได้มีมาบ่อย เขาค่อยจัดการเรื่องนี้ภายหลังก็ยังทัน เมื่อคิดเห็นเช่นนั้นจึงเดินตรงกลับไปที่โต๊ะ ในขณะที่มือหนายังคงลูบไล้เอวบาง พลางหยอกเย้า

            หลิงเสวี่ยเหยาแค่นเสียง หึ ออกจากลำคอ พึมพำเสียงเบา “เด็กน้อย”

            หลังจากเหตุการณ์สงบได้ไม่นาน เวทีก็ปรากฏขบวนสาวงามออกมาร่ายรำ เสียงพิณดังมาจากบริเวณชั้นสอง แม่นางลี่อินมือดีดเครื่องดนตรี ท่วงท่าอ่อนช้อย ก้าวย่างลงมาจากบันได สะกดทุกสายตา

            ใบหน้าที่งดงาม และท่าทางที่พลิ้วไหว ดูแล้วก็เข้าใจเหล่าบุรุษทั้งหลาย ที่ไม่อาจห้ามใจ และหวังจะได้เกี้ยวพา หลิงเสวี่ยเหยามองตรงไปยังสตรีที่เหลือบมามองนางบ่อยกว่าบุรุษผู้อื่น

            มือหนายกขึ้นหยิบดอกลิลลี่สีขาวขึ้นมา ดวงหน้าคมก้มลงดมดอกไม้ ท่าทางที่มั่นใจทำเอาหญิงงามที่ก้าวลงจากบันไดต้องหลบสายตา ดวงแก้มแดงก่ำ

            ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกของคนสองคน มีเพียงผู้เดียวที่ไม่อาจละสายตาจากหลิงเสวี่ยเหยาได้ ซื่อจื่อจวนซีอ๋อง จ้องเขม็งไปยังแผ่นหลังกว้างอย่างไม่พอใจ ตั้งแต่วินาทีแรกที่หญิงงามก้าวเดิน เขาก็รู้แล้วว่าผู้ที่นางจะเลือกเป็นผู้ใด มือหนากำแน่น เส้นเลือดบนหลังมือปูดนูน ดวงตาแข็งกร้าว

            อิงอิงที่นั่งอยู่ด้านข้างหวั่นใจ ท่าทางของคนข้างกายน่ากลัวอย่างมาก หวังเพียงแต่จอมยุทธน้อยผู้นั้นจะไม่เป็นอะไรไปเสียก่อนที่จะได้ช่วยสหายสนิทของนาง

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!