กระแสลมเย็นพัดกลิ่นดอกมะลิเข้ามาในเรือน แสงอาทิตย์ยามเฉินส่องผ่านใบไม้ เกิดเป็นเงาแสงสลับกันบนพื้น
ไป๋อวี่กำลังแต่งตัวให้เจ้านายอย่างระมัดระวัง “เรื่องที่คุณหนูให้บ่าวไปสืบ บ่าวได้ข้อมูลมาว่าขุนนางผู้นั้นพักอยู่ในเมืองหลวงเจ้าค่ะ”
“ดี หลังจากนี้เจ้าส่งคนไปสืบดูว่าในแต่ละวันขุนนางผู้นั้นทำสิ่งใดบ้าง แล้วค่อยมารายงานข้าวันต่อวัน” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยพลางมองกระจก วันนี้นางยังคงสวมอาภรณ์สีม่วงอ่อนเช่นเดิม ผมสีดำขลับถูกเกล้าครึ่งหัวอย่างเรียบร้อย เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกสีขาวเพียงอันเดียว
“คุณหนูผ้าโปร่งนี่...” ไป๋อวี่มองผ้าโปร่งปิดหน้าในมือ สลับกับใบหน้าอันงดงามของเจ้านาย หัวใจเต้นระรัว “เรื่องผื่นนั่น...”
หลิงเสวี่ยเหยามองสาวใช้ที่ทำท่าทางกระอักกระอ่วน ก่อนจะหยิบผ้าโปร่งมาปิดหน้าเช่นเดิม “เจ้ารายงานไปแล้วสินะ ว่าใบหน้าข้าหายจากโรคเรื้อรังนั่นแล้ว”
ไป๋อวี่ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว “บ่าวขออภัยเจ้าค่ะ เดิมทีบ่าวต้องคอยรายงานเรื่องคุณหนูทุกวัน ก่อนหน้านี้หลังคุณหนูฟื้นได้ไม่นาน บ่าวได้รับจดหมายให้รีบรายงานเรื่องของคุณหนูที่เพิ่งฟื้น”
“บ่าวในตอนนั้นโง่เขลานัก...” ไป๋อวี่ก้มหน้า มือกำชายเสื้อแน่น ริมฝีปากถูกกัดจนเลือดซึม
“รายงานไปก็ถูกแล้ว เดิมทีข้าก็บอกเจ้าแล้วว่าให้รายงานทุกอย่างที่ข้าบอก เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ข้าอยากให้เจ้านายเก่าของเจ้ารู้” หลิงเสวี่ยเหยาหยิบพัดสีม่วงอ่อนลายผีเสื้อขึ้นถือ ก่อนจะก้าวเท้าเตรียมไปพบอดีตเจ้านายของไป๋อวี่
“บ่าวจะจำไว้เจ้าค่ะ” ไป๋อวี่พูดจบก็ลุกขึ้นเดินตามคุณหนูของตนไป
เรือนหลักในวันนี้ครึกครื้นมากเป็นพิเศษ ระหว่างทางที่เดินมาบ่าวรับใช้มากมายกำลังวุ่นวายกับการตกแต่งเรือนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานต้อนรับหานอี้เฉิน พี่ชายของนาง ที่จะจัดขึ้นในอีกสามวัน
ภายในโถงหลักฮูหยินผู้เฒ่านั่งอยู่กลางโถง ถัดมาทางซ้ายคือซูหว่านอวี้ และบุตรสาวตามลำดับ ส่วนทางขวามือที่ควรเป็นที่นั่งของพี่ชายและบิดาของนางกลับว่างเปล่า
“อาหรู มานั่งข้างย่า” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยพลางตบตั่งเบาๆ
หลิงเสวี่ยเหยาทักทายทุกคนตามมารยาท ก่อนจะเดินไปนั่งข้างฮูหยินผู้เฒ่า มือเหี่ยวยื่นมากุมมือของเธอไว้ พลางเอ่ยเสียงอ่อน “เดิมทีตัวเจ้าก็ร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว ต้องไปอยู่สถานที่ทรุดโทรมเช่นนั้นนานถึงห้าปี ย่ารู้สึกปวดใจยิ่งนัก”
ซูหว่านอวี้แย้มยิ้มเอ่ยเสริม “เดิมทีท่านย่าของเจ้า คิดจะส่งหมอไปดูแลเจ้าในทุกสัปดาห์ แต่กลัวว่าฉินกุ้ยเฟยจะทรงพิโรธ จึงทำได้เพียงให้ข้าส่งยาไปให้เจ้าเพียงเท่านั้น”
“เพื่อพี่หญิงใหญ่แล้ว ท่านแม่และท่านย่าเชิญหมอฝีมือเก่งกาจมาหลายคนเพื่อหาทางรักษาท่านพี่ให้หายดี ตัวข้าเองเมื่อไม่กี่วันก่อนก็ป่วยไข้ จึงได้พึ่งใบบุญของพี่หญิงไปด้วย” หานเมี้ยวอวี้เอ่ยพลางแย้มยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา
“เดิมทีร่างกายข้าอ่อนแอ พวกท่านจึงต้องลำบากไปด้วย เพียงแต่ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าเหตุใดถึงได้ป่วยเป็นโรคประหลาด ไม่หายขาดเสียที” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยพลางเหลือบมองซูหว่านอวี้ ที่ส่งยิ้มอ่อนมาให้
“เจ้าอย่าได้โทษตัวเองนักเลย เดิมทีที่เจ้ายังไม่หายนั้นเป็นเพราะหมอที่เชิญมาฝีมือไม่ถึง สักวันหนึ่งอาจโชคดีได้เจอหมอเทวดา ที่สามารถรักษาอาการของเจ้าให้หายขาดได้” ซูหว่านอวี้เอ่ยปลอบ
หานเมี้ยวอวี้รีบเสริม “พี่หญิงมิต้องกังวลนักหรอกเจ้าค่ะ ท่านย่าเอ็นดูพี่หญิงมาก ไม่ยอมให้พี่หญิงต้องลำบากเพราะโรคประหลาดเช่นนั้นแน่นอน”
“อาหรู ตัวข้าได้ส่งจดหมายไปขอความกรุณาจากฉินกุ้ยเฟย เพื่อเห็นแก่ไมตรีท่านเมตตาส่งหมอหลวงที่รักษาอาการของฮ่องเต้ ให้มาตรวจอาการของเจ้า” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดพลางตบมือหลิงเสวี่ยเหยาเบาๆ ก่อนจะหันไปส่งสายตาให้บ่าวรับใช้ “ตอนนี้หมอท่านนั้นรออยู่ด้านนอก ชุ่ยอวิ๋นเจ้าไปเชิญท่านหมอเข้ามา”
หลิงเสวี่ยเหยาแย้มยิ้มขอบคุณ ก่อนจะมองตามบ่าวคนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่าที่เดินออกจากโถงไป ไม่นานก็มีชายวัยกลางคนเดินตามเข้ามา เขาสวมอาภรณ์ยาวสีเขียวเข้มและหมวกขุนนางทรงสูง ข้างกายมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินตามมาด้วย ในมือถือกล่องยา ดูแล้วคงจะเป็นผู้ช่วย
บริเวณบานหน้าต่างนางเหลือบไปเห็นเงาของใครบางคนผ่านไปด้วยความเร็วเมื่อเห็นว่าหมอหลวงกำลังเดินเข้ามาในโถงกลาง ดูแล้ววันนี้คงมีละครฉากใหญ่อีกเช่นเคย
“ฉินกุ้ยเฟยช่างใจกว้างดั่งโพธิสัตว์ หลานเคยทำเรื่องเดือดร้อนไว้ถึงเพียงนั้น ท่านยังมีเมตตาส่งหมอหลวงมาตรวจอาการให้ถึงจวน” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะหันกลับมามองฮูหยินผู้เฒ่า “ต้องขอบคุณท่านย่า ที่เมตตาหลานเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าแย้มยิ้ม ก่อนจะปล่อยมือที่เคยกอบกุมหลานสาว แล้วเร่งให้หมอมาตรวจอาการ ไม่ไกลนักซูหว่านอวี้มีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก แม้ริมฝีปากจะประดับยิ้มอ่อนโยนดังเคย แต่แววตากลับเต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์ มือเรียวกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น จนหานเมี้ยวอวี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องกระซิบเสียงเบาถามไถ่อย่างเป็นห่วง
เรื่องนี้เดิมทีก็ตลกนัก ฉินกุ้ยเฟยผู้นั้นจะใจกว้างกับ คุณหนูในจวนผู้หนึ่ง เช่นนี้ได้อย่างไร เรื่องราวในวันนี้ล้วนถูกจัดเตรียมไว้แล้ว เพื่อเปิดเผยว่าตอนนี้ตัวข้าที่เคยเป็นโรคประหลาดหายดีแล้ว
“ท่านหมอหลวงรบกวนแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยพลางหลีกทางให้ ทั้งยังส่งยิ้มปลอบโยนให้หลานสาว หลิงเสวี่ยเหยามองหมอหลวงหยิบอุปกรณ์ออกมา ก็รู้ได้ว่าคนผู้นี้มาเพื่อรักษาโรคจริงๆ แต่น่าเสียดาย จุดประสงค์ของจวนแห่งนี้มิได้ต้องการให้ท่านมาแสดงความสามารถ แต่ต้องการให้ท่านมาเป็นพยานต่างหาก
“คุณหนูใหญ่ ล่วงเกินแล้ว” หมอหลวงพูดพลางวางผ้าบนข้อมือหลิงเสวี่ยเหยา ก่อนจะจับชีพจรอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าของเขาเคร่งเครียด คิ้วขมวดเป็นปม ไม่นานนักก็ผละออกไป
“ร่างกายของคุณหนูใหญ่แข็งแรงดี ไม่พบโรคใดขอรับ” หมอหลวงเอ่ยพลางก้มหัว ในขณะที่ซูหว่านอวี้ลอบถอนหายใจเสียงเบา
“ท่านหมอหลวงตรวจแน่ใจแล้วหรือเจ้าคะ พี่หญิงของข้าร่างกายอ่อนแอ ทั้งยังมีโรคประจำตัว เอ่อ รบกวนท่านช่วยตรวจสอบให้แน่ใจอีกครา” หานเมี้ยวอวี้เอ่ยอย่างสุภาพ
“ข้าตรวจดีแล้วขอรับ ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ” หมอหลวงยังคงยืนยันอย่างหนักแน่น เขาตรวจมาแล้วกี่คน ผ่านมาแล้วกี่โรค จะไม่แน่ใจได้อย่างไร
“แต่ท่านพี่เป็นผื่นนะเจ้าคะ” หานเมี้ยวอวี้โพล่งเสียงดัง ทำเอาหมอผู้ช่วยผงะ ก่อนจะเบนสายตาออกจากคนป่วย เดิมทีเรื่องแบบนี้ไม่ควรพูดออกมาให้คนภายนอกได้ยิน ดังนั้นการที่หานเมี้ยวอวี้ทำแบบนี้จึงทำให้คนในห้องโถงทั้งหมดกระอักกระอ่วน
“เมี้ยวอวี้ เจ้าหุบปาก” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเสียงแข็ง ก่อนจะแย้มยิ้มให้หมอหลวง “ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ หลานสาวของข้ายังเด็กนัก ไม่รู้ความ เสียมารยาทแล้ว”
หมอหลวงยิ้มแห้ง กระแอมสองสามครั้ง ก่อนจะเบนสายตากลับมาทางคนป่วย “จากที่ข้าตรวจ ร่างกายภายในของคุณหนูปกติดี แต่หากยืนกรานว่ามีโรคภายนอก ข้าคงต้องขอให้คุณหนูเปิดใบหน้าให้ข้าดูแล้วขอรับ”
หานเมี้ยวอวี้แสยะยิ้ม ก่อนจะรีบทำสีหน้าปกติ ในขณะที่ซูหว่านอวี้เอ่ยอย่างไม่มั่นใจนัก “ท่านหมอหลวง...จำเป็นต้องถอดผ้าโปร่งหรือเจ้าคะ ข้าเกรงว่าบุตรสาวข้าจะลำบากใจ”
“จำเป็นสิขอรับ ท่านหมอหลวงจำเป็นต้องเห็นบาดแผล จึงจะได้วินิจฉัยโรคได้ถูก” ผู้ช่วยหมอเอ่ยยืนยัน ในขณะที่หมอหลวงพยักหน้า
“อาหรู ย่าตามใจเจ้า เจ้ามีความเห็นว่าเช่นไร” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถาม ในขณะที่ทุกคนจ้องมาที่คนป่วย
“ได้เจ้าค่ะ ท่านหมอหลวงลำบากเดินทางมาไกล ข้าจะดื้อดึงอยู่ได้อย่างไร” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยพลางยกมือขึ้นเตรียมปลดผ้าโปร่ง
ทว่ายังไม่ทันได้ถอด เสียงทุ้มของใครบางคนก็ขัดขึ้นเสียก่อน
“หยุด!!” เสียงทุ้มกังวานดังขึ้นจากหน้าประตูโถงหลัก
ทุกคนหันไปมองผู้มาใหม่ ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา เกล้าผมหางม้าสูง สวมชุดเกราะ ในมือถือง้าวพุ่งตรงเข้ามา ฝีเท้าสม่ำเสมอและมั่นคง
“อาเฉิน เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่ มิใช่ว่าต้องไปฝึกซ้อมหรอกหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ย ใบหน้าตื่นตระหนก
“พี่ชายใหญ่” หานเมี้ยวอวี้พึมพำ คิดจะเดินเข้าไปหา แต่ร่างสูงโปร่งกับไม่เห็นนางแม้แต่น้อย ทั้งยังเดินผ่านไปในชั่วพริบตา
หลิงเสวี่ยเหยามองบุรุษตรงหน้าที่อายุห่างกับนางสองปี ใบหน้าแย้มยิ้ม คนที่อยากเห็นหน้า ในที่สุดก็ได้เห็น หานอี้เฉิน พี่ชายสุดที่รัก ดูเหมือนท่านจะไม่ได้เมินเฉยต่อน้องสาวผู้นี้ ดั่งคำเล่าลือ