เหอซินมามาหน้าถอดสี เมื่อรู้ว่าตนประเมินเด็กสาวคนนี้ต่ำไป เล็บจิกลงบนฝ่ามือที่กำแน่น ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วยาม คุณหนูบอกให้แวะพักข้างทาง เพราะตนรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว เดิมทีคิดว่าเป็นเพราะร่างกายนั้นอ่อนแอ ที่ไหนได้ คงฉวยโอกาสตอนที่ตนและไป๋อวี่ กำลังเตรียมของเพื่อให้นางได้พักอย่างสะดวก ไปตกลงบางสิ่งกับคนขับรถม้า
“ข้าไม่มีสิ่งใดจะพูด” เหอซินมามาเอ่ยเสียงแข็ง ต่อให้วันนี้ตนต้องตาย ก็จะยอมตายไปพร้อมกัน นั่นคือสิ่งที่บ่าวรับใช้ที่อยู่มานานพึงกระทำ
“ข้าพูดเจ้าค่ะ คุณหนูต้องการพูดสิ่งใดข้าพร้อมจะตอบทุกเรื่อง ขอเพียงข้ารอดชีวิต” ไป๋อวี่ตะโกนพลางคุกเข่าโขกหัวลงบนพื้น ในขณะที่บ่าวรับใช้สูงวัยตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้าง มือเหี่ยวยกขึ้นเหวี่ยงไปกระทบใบหน้าของไป๋อวี่
เพี๊ยะ
“หุบปากไปซะ” เหอซินมามา เบิกตากว้างแทบจะถล่นออกมา “เจ้าเป็นบ่าวรับใช้ ควรทำตัวให้สบกับฐานะของตน”
ไป๋อวี่เซไปตามแรงตบ มือบางยกขึ้นป้องใบหน้าข้างที่ถูกกระแทกจนเป็นรอย น้ำตาไหลออกมาเป็นสาย ทั้งเจ็บใจ ทั้งกลัวตาย นางเป็นเพียงสาวใช้อายุน้อย จะให้มาตายโดยไร้ชื่อได้เช่นไร
“ท่านนั่นแหละเงียบปากไป” ไป๋อวี่ไม่พูดเปล่า ยันตัวลุกขึ้นยืน “หากท่านอยากตายนัก ก็เชิญไปตายคนเดียว อย่าลากเด็กสาวอย่างข้าที่ยังมีอนาคตไปด้วย”
หลิงเสวี่ยเหยามองบ่าวสองคนทะเลาะกัน ทั้งยังมองไปเช็กระยะห่างระหว่างทางกับหน้าผา ยามนี้พลังนางมีเพียงสามส่วน ช่วยตนเองและบ่าวได้อีกคน
เหอซินมามา อยู่มานานคงรู้ความลับในจวนไม่น้อย แต่ความจงรักภักดีนั้นมีมาก ต่อให้นางบังคับเช่นไรคงไม่มีทางเอ่ยสิ่งใดเด็ดขาด เช่นนั้นช่วยไปก็รั้งแต่จะเสียแรงเปล่า
ในขณะที่ ไป๋อวี่นั้นอยู่ข้างกายหานชิงหรูมาตลอด คงได้รับคำสั่งให้ทำหลายสิ่ง นางสามารถใช้สิ่งนี้เป็นประโยชน์แก่ตนได้ เด็กสาวที่คิดจะเอาตัวรอด ย่อมยอมบอกเพื่อทางรอดของตน แต่คนเช่นนางนั้นทรยศได้ตลอดเวลา หากช่วยไปต้องมีหลักประกัน ที่จะทำให้นางไม่สามารถทรยศตนได้
“ดี เช่นนั้นเจ้ากินยาเม็ดนี้ แล้วข้าจะช่วยเจ้าให้รอด” หลิงเสวี่ยเหยาหยิบยาเม็ดใหญ่ออกมาจากถุงหอม โชคดีนักที่ในลิ้นชักหลิวหนิงซินนอกจากมีสมุนไพรแล้วยังมีของมีประโยชน์เช่นนี้อยู่ด้วย
“นี่คือยาอะไรเจ้าคะ” ไป๋อวี่เอ่ยถาม แต่ก็ยอมยื่นมือมารับอย่างว่าง่าย
“ยาพิษ” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงเรียบ ในขณะที่หน้าไป๋อวี่ถอดสี
“หึ เป็นอย่างไรเล่า คุณหนูของเจ้าก็ไม่ได้คิดจะช่วยเจ้าจริงๆ หรอก ตัวนางเองยังเอาตัวไม่รอด จะช่วยเจ้าได้อย่างไร โง่เขลานัก” เหอซินมามาเอ่ยพลางสะบัดหน้า เดิมทีนางไม่เชื่ออยู่แล้วว่าคุณหนูจะมีทางรอด รถม้าเคลื่อนที่เร็วถึงเพียงนี้ นางจะลงไปได้อย่างไร มีแต่คงต้องตายไปพร้อมกันเท่านั้น
“ที่เจ้าพูดก็ถูกข้าไม่คิดจะช่วยพวกเจ้า หากตัวเจ้าไม่มีประโยชน์พอจะให้ข้าช่วย” หลิงเสวี่ยเหยาเบนสายตาไปมองเหอซินมามา “เจ้าคงคิดว่าข้าจะตายไปพร้อมกับเจ้าสินะ ผิดแล้ว คุณหนูใหญ่ที่ไร้ทางสู้คนนั้นได้ตายไปแล้ว เจ้าที่อยู่ข้างกายข้ามานานที่สุดน่าจะมองออก ใช่หรือไม่ ไป๋อวี่”
สาวใช้มองเม็ดยาในมือ นึกลังเลอยู่เพียงชั่วครู่ เดิมทีนางเองก็ไม่ได้เชื่อคุณหนูนัก แต่ตอนนี้ไม่ว่าทางไหนก็ไม่รอด เช่นนั้นนางก็อยากเลือกทางที่ยังพอมีหวัง เมื่อคิดเช่นนั้นมือบางจึงเทยาเม็ดใหญ่ลงในปาก ก่อนจะกลืนอย่างลำบาก “ในเมื่อมีแต่หนทางตาย เช่นนั้นข้าขอเลือกทางที่อาจจะรอด”
หลิงเสวี่ยเหยาไม่แปลกใจกับผลลัพธ์นัก เมื่อเห็นว่าถึงเวลาแล้ว ร่างอรชรจึงลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง ราวกับมิได้รับผลกระทบจากแรงโคลงเคลงของรถม้าแม้แต่น้อย มือบางยกขึ้นโอบเอวสาวใช้ ก่อนเอ่ยเสียงดัง “อาเซ่า ตอนนี้แหละ”
สิ้นเสียงของหลิงเสวี่ยเหยา หมาป่าสีเงินที่วิ่งตีเสมออยู่ด้านข้างเห่ารับหนึ่งครั้ง ร่างใหญ่กระโจนพุ่งเข้าใส่ม้าลากรถอย่างแรง
เสียงกระแทกดังสนั่น ม้าตัวใหญ่เสียหลักล้มลงทันที รถม้าที่กำลังพุ่งทะยานจึงพลิกเอียง ไถลไปตามพื้นถนนอย่างควบคุมไม่ได้
ในเสี้ยวอึดใจนั้น หลิงเสวี่ยเหยาใช้วิชาตัวเบา เหยียบขอบหน้าต่างรถม้าเป็นหลักส่งตัว ร่างของนางพุ่งออกไปกลางอากาศอย่างมั่นคง ชายอาภรณ์สีม่วงอ่อนพลิ้วไหวดุจกลีบดอกไม้ต้องลม
ไป๋อวี่รู้สึกเพียงว่าร่างของตนถูกโอบไว้แน่น ก่อนจะลอยละล่องออกจากรถม้าที่กำลังไถลไปสู่หน้าผา
ส่วนเหอซินมามาที่เสียหลักอยู่ภายในรถ ไม่ทันตั้งตัว ร่างจึงกระแทกผนังรถอย่างแรง ก่อนจะกลิ้งไปตามแรงเหวี่ยงของรถม้าที่กำลังพุ่งออกไป
“เจ้ามาถึงจุดนี้ได้ เพราะทำตนเองทั้งนั้น” สิ้นเสียงนุ่มใสของหลิงเสวี่ยเหยา เหอซินมามาเห็นเพียงชายอาภรณ์สีม่วงที่ลอยละล่องอยู่นอกหน้าต่างรถ ก่อนที่รถม้าจะไถลพ้นถนน ดิ่งลงสู่หน้าผา และสติของนางก็ดับวูบไปในชั่วพริบตา สิ่งที่คิดเป็นสิ่งสุดท้ายคือ สตรีนางนี้มิใช่คุณหนูใหญ่ที่ตนรู้จักอีกต่อไป
ไป๋อวี่หลับตาปี๋ เมื่อรู้สึกว่าตัวเองลอยละล่องอยู่กลางอากาศ จนเมื่อเท้าแตะพื้นดินนางถึงได้ลืมตาอีกครั้ง ตอนนี้นางยืนอยู่บนถนน เกือบสุดปลายหน้าผา รถม้ากำลังจะร่วงลงไป หากเมื่อครู่นางยังยืนหยัดจะเป็นศัตรูกับคุณหนู นางคงไม่ต่างกับเหอซินมามาที่หมดสติอยู่ในรถม้า ไร้หนทางรอด
หลิงเสวี่ยเหยามองรถม้าที่ค่อยๆ ไถลหล่นหน้าผาไป ไม่ไกลนัก อาเซ่าก็ยืนมองอยู่เช่นกัน เมื่อครู่มันกระโดดกระแทกม้าตัวใหญ่จนล้ม แรงนั้นทำให้รถม้าพลิกจนไถลไปไกล เจ้านายของมันใช้วิชาตัวเบาเหาะลงมาบนพื้นดินอย่างปลอดภัย พร้อมกับสาวใช้ที่ตัวมันไม่ไว้ใจนัก
“ไป๋อวี่” เสียงที่เคยฟังแล้วนุ่มหู ตอนนี้กลับหนาวสะท้าน
ไป๋อวี่ทรุดตัวลงคุกเข่า ตัวสั่นเทา “เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่”
“เรื่องในวันนี้เก็บเป็นความลับ เจ้าและข้ารอดมาได้เพราะอาเซ่ากระโดดพาเจ้าและข้าออกมา” เสียงมั่นคง ใบหน้าเรียบเฉย ผ้าโปร่งพลิ้วไสว “ส่วนเหอซินมามา น่าเศร้าที่ไม่อาจรอดมาได้ ตกหน้าผาไปพร้อมกับรถม้า”
ไป๋อวี่ตัวแข็งทื่อ ภาพเหอซินมามาที่ร่วงหล่นหน้าผาไปพร้อมรถม้ายังคงติดตา นางกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากตอบรับด้วยเสียงสั่นเครือ “เจ้าค่ะ อุบัติเหตุครั้งนี้ เหอซินมามาสละชีวิตเพื่อให้ข้าและคุณหนูรอดมาได้ เพราะสุนัขของท่านเซียนไม่อาจแบกน้ำหนักคนเกินสองคนได้”
หลิงเสวี่ยเหยามองสาวใช้ พยักหน้ารับ เด็กคนนี้ไหวพริบดี อนาคตจะทำประโยชน์ให้นางอีกมาก แต่ต้องเลี้ยงไว้ให้อยู่กับความกลัวต่อไป “ดี หลังจากนี้เจ้าอย่าได้คิดจะทรยศข้าอีก ยาที่ข้าให้เจ้าไป คือยาพิษ ที่ต้องได้รับยาแก้พิษจากข้าในทุกเดือน หากเดือนใดเจ้าไม่ได้รับยาถอนพิษ อวัยวะภายในของเจ้าจะค่อยๆ เน่าเปื่อย จนสุดท้ายตายไปอย่างน่าอนาภ”
ไป๋อวี่เบิกตากว้าง หากตอนนี้นางล้วงคอแล้วคายยาก้อนนั้นออกมาก็คงไม่ทันแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้คือต้องจงรักภักดีต่อคุณหนูใหญ่คนนี้ไปจนกว่าจะตาย แม้จะรู้สึกหวาดกลัว แต่หากได้ทำงานรับใช้คุณหนูใหญ่ในตอนนี้ นางก็มั่นใจว่าดีกว่าตั้งตนเป็นศัตรู ถึงอย่างไรตอนนี้นางก็รอดมาได้แล้ว
“เจ้าค่ะคุณหนู บ่าวจะรับใช้คุณหนูอย่างดี หากคุณหนูต้องการรู้สิ่งใด บ่าวจะบอกหมดทุกเรื่องเจ้าค่ะ แม้คุณหนูจะสั่งให้บ่าวไปตาย บ่าวก็จะไป” ไป๋อวี่เอ่ยอย่างหนักแน่น
“ดี อีกเดี๋ยวคนขับรถม้าจะมารับ ระหว่างทางกลับ เจ้ามีหน้าที่เล่าสิ่งที่เจ้ารู้ทั้งหมดให้ข้าฟัง โดยห้ามตกหล่นแม้แต่คำเดียว”