ยามซื่อ แสงแดดส่องกระทบหลังคาจวน ภายในจวนยังคงวุ่นวาย เนื่องจากอีกไม่กี่วันจะมีงานต้อนรับคุณชายใหญ่ของจวน เพื่อไม่ให้น้อยหน้าผู้ใด ซูหว่านอวี้จึงจัดงานอย่างรอบคอบ
หลังจากเมื่อคืนได้คุยกับหานอี้เฉิน ถึงได้กระจ่างแจ้งในใจ พี่ชายของหานชิงหรูผู้นี้ คือผู้ที่รู้ความลับ อย่างแท้จริง
ความลับที่ว่านั่น เขาไม่กล้าเอ่ยปากบอกนาง ก็คงเพราะมีเหตุผล อย่างเช่น เป็นสิ่งที่นางไม่ควรรู้ หรือรู้แล้วจะหนักใจ
กระแสลมอุ่นกระทบใบหน้า อาเซ่า กำลังไล่นกตัวหนึ่งอยู่ในสวน ขณะที่หลิงเสวี่ยเหยากำลังนั่งจิบชาอยู่บนโต๊ะไม้ ไป๋อวี่รีบร้อนวิ่งเข้าประตูเรือนมาเช่นเคย
ทว่าเบื้องหลังนางกลับมีคนคุ้นหน้าเดินทางมาด้วย หานเมี้ยวอวี้ เดินยกยิ้มเข้ามาอย่างอ้อยอิ่ง ลี่จู สาวใช้ประจำตัวเดินตามติดมาไม่ห่าง ใบหน้าที่ดูดีกว่าสาวใช้ทั่วไปนั้น ทำให้หลิงเสวี่ยเหยาจดจำได้ง่าย
ไป๋อวี่รีบร้อนมากระซิบเสียงเบาข้างหู “ฮูหยินผู้เฒ่ามีคำสั่งให้คุณหนูใหญ่ออกไปข้างนอกกับคุณหนูรองเจ้าค่ะ”
หลิงเสวี่ยเหยาพยักหน้า ยกน้ำชาขึ้นดื่ม ในขณะที่สายตายังคงจับจ้องน้องสาวที่เดินมาหยุดยืนไม่ไกล
“พี่หญิง ท่านย่าเห็นว่าพี่หญิงเพิ่งกลับมา” หานเมี้ยวอวี้พูดพลางมองสำรวจอาภรณ์ของพี่สาว ก่อนจะยกยิ้มดูแคลน “เสื้อผ้าที่มีก็เก่ามากแล้ว จึงวานให้ข้ามาพาท่านออกไปเลือกซื้อของ”
หลิงเสวี่ยเหยาวางถ้วยน้ำชาลง ก่อนจะยกยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยเสียงนุ่ม “ลำบากน้องหญิงแล้ว”
หานเมี้ยวอวี้แค่นเสียง หึ ออกจากลำคอ ก่อนจะเอ่ยเสียงใส “ตายจริง พี่หญิงกล่าวเกินไป คนที่ลำบากมิใช่ข้าหรอกเจ้าค่ะ แต่เป็นพี่ชายใหญ่”
“เดิมทีท่านพี่ควรไปพบปะสหาย แต่กลับต้องมาลำบากพาท่านและข้าไปเลือกซื้อของเช่นนี้” ไม่พูดเปล่าร่างบางโบกมือเล็กน้อย ทำสีหน้าละอายใจ “ข้ากังวลใจนัก”
หลิงเสวี่ยเหยายังคงมีสีหน้านิ่งเรียบ ใบหน้าประดับยิ้มบางๆ “น้องหญิงกล่าวได้ถูกต้องแล้ว ระหว่างข้าไปเปลี่ยนชุด เจ้าเองก็ทานขนมรอก่อน”
หานเมี้ยวอวี้เบะปากในทันทีเมื่อเห็นว่าพี่สาวของตนหันหลังไปแล้ว มือบางกำลังจะหยิบขนมขึ้นมากิน แต่กลับถูกลี่จูจับไว้ สาวใช้ส่ายหน้าเบาๆ จนเจ้านายคล้ายจะนึกบางอย่างออก รีบวางขนมในมือลงในจานเช่นเดิม
ไป๋อวี่ลอบมองทั้งสองคน ไร้ซึ่งปฏิกิริยา ในขณะที่หลิงเสวี่ยเหยายกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินตรงเข้าเรือนไปเปลี่ยนอาภรณ์ให้เหมาะสม
บริเวณหน้าจวนหานอี้เฉินยืนรออยู่ ใบหน้านิ่งเรียบ พลางเอ่ยสั่งการบางอย่างกับลูกน้องด้วยเสียงเบา
ไม่นานนักเด็กสาวทั้งสองคนก็เดินออกมา ผู้หนึ่งเร่งฝีเท้าพุ่งเข้ามาหาเขา ในขณะที่อีกผู้กลับมีฝีเท้ามั่นคง หานเมี้ยวอวี้สวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อน ดูงดงาม ไร้เดียงสา ขณะที่ก้าวกระโดดมาหาผู้เป็นพี่ชาย กลับสะดุดธรณีประตู จนเกือบล้มหน้าคว่ำ โชคดีที่หานอี้เฉินรับนางไว้ได้ทัน
ไป๋อวี่หลุดขำเล็กน้อยกับท่าทางโดนหิ้วปีกของคุณหนูรอง ที่เกือบล้มหน้าคะมำเพราะท่าทางกระโดกกระเดกเมื่อเห็นพี่ชาย ในขณะที่หลิงเสวี่ยเหยาเพียงเหลือบมองเขา และก้มหัวทักทายเล็กน้อย
ทั้งสองคนสบตากันเพียงแวบเดียว ก่อนที่มือหนาจะปล่อยมือจากร่างเล็กของหานเมี้ยวอวี้ แล้วก้าวไปกระโดดขึ้นม้า
ส่วนหานเมี้ยวอวี้ที่หน้าแดงเถือกเพราะอับอาย รีบร้อนขึ้นรถม้าอย่างรวดเร็ว โดยมีลี่จู ตามหลังไปไม่ห่าง หลิงเสวี่ยเหยามองคนคุ้มกัน ก่อนจะสลับไปมองคนของพี่ชาย ก่อนจะเดินขึ้นรถม้าไป
การเดินทางใช้เวลาเพียงครึ่งก้านธูป ก็มาถึงตลาดกลางเมือง ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า ล้วนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน โซนที่รถม้ามาจอดนั้น ล้วนเต็มไปด้วยคุณหนูและคุณชายจากตระกูลใหญ่โต ที่กำลังเดินเที่ยวเล่น และศูนย์กลางของโซนนี้ คือหอหลิงจู๋ ที่ตั้งตระหง่าน
เพียงเดินผ่านก็ได้กลิ่นหอมลอยตามลมออกมา หานอี้เฉินเดินนำอยู่ข้างหน้า โดยมีหลิงเสวี่ยเหยาและหานเมี้ยวอวี้คอยเดินตาม
พวกคนคุ้มกันเดินเว้นระยะไม่ใกล้และไม่ไกล ในขณะที่กำลังเดินอยู่ หานเมี้ยวอวี้เห็นร้านเครื่องประดับ ก็รีบวิ่งตรงไปคว้าแขนคนตัวสูงในทันที
หานอี้เฉินตกใจเล็กน้อย เมื่อตนเองถูกร่างเล็กลากไปยังทางซ้าย ก่อนหน้านี้เขากำลังกังวลใจ ด้วยความที่ใกล้เทศกาลโคมไฟ ทำให้ตลาดค่อนข้างครึกครื้นเป็นพิเศษ ผู้คนเดินสวนกันไปมา หากคลาดสายตาอาจหลงกันได้
ร้านเครื่องประดับขนาดกลางตั้งอยู่ทางขวาของหอหลิงจู๋ แม่นางผู้หนึ่งกำลังกวักมือเรียกเหล่าคุณหนูทั้งหลายให้เข้ามาดู
“เร่เข้ามาเจ้าค่ะ วันนี้ร้านของเรามีโปรโมชั่นพิเศษ หากท่านซื้อสินค้าของทางเราหนึ่งชิ้น จะได้รับของแถมเป็นแป้งชาดคุณภาพดี จากช่างฝีมือนิรนามไปทดลองใช้แบบฟรีๆ” เสียงเจื้อยแจ้วเอ่ย พลางแย้มยิ้ม เหล่าสตรีที่เดินผ่านไปมาหยุดชะงักกึก รีบดึงคนข้างกายเข้าร้านในทันที เพียงพริบตาเดียวร้านก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คน
หานอี้เฉินจนใจ ตอนนี้อยู่ข้างนอก จะสะบัดคนข้างกายออกก็ไม่ได้ จึงได้แต่จำยอม หานเมี้ยวอวี้หยิบปิ่นขึ้นมาก่อนจะปักลงบนผมของตน “ท่านพี่ว่าสวยหรือไม่เจ้าคะ เหมาะหรือไม่”
“ก็ไม่เลว” หานอี้เฉินมองปิ่นนั้น แววตาลังเลเล็กน้อย หากปิ่นนี้อยู่บนหัวน้องสาวแท้ๆ ของเขา คงดูสวยและเหมาะสมกว่า
ร่างสูงกวาดสายตามองปิ่นมากมายที่ตั้งโชว์ ก่อนจะสะดุดตาเข้ากับปิ่นสีม่วงอ่อน ที่มีลวดลายคล้ายดอกไม้ชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อยในเมืองเซวี่ยเหอ มือหนาไม่รอช้าหยิบมันขึ้นมาดู
ก่อนสายตาจะสาดส่องหาคนที่ตนคิดจะมอบของขวัญให้ เขามองสำรวจอยู่นานกลับไม่พบแม้กระทั่งคนคุ้มกันที่เดินตามมา คิ้วหนาขมวดแน่น ก่อนจะก้มมองหานเมี้ยวอวี้ที่กำลังหยิบเครื่องประดับส่งให้สาวใช้
“พี่หญิงของเจ้าเล่า?” เสียงทุ้มเอ่ย รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีนัก
“พี่หญิง มิใช่ว่าเดินตามหลังข้ามาหรือเจ้าคะ?” หานเมี้ยวอวี้ตอบอย่างนึกรำคาญ ทว่า เมื่อหันกลับไปมองหา กลับไม่เจอแม้แต่เงาของคนที่มาด้วยกัน “เอ๊ะ หายไปไหนแล้ว”
หานอี้เฉินใจกระตุกวูบ เขามองปิ่นในมือของตน ก่อนจะวางลงที่เดิม “ฉางซี คอยคุ้มกันเมี้ยวอวี้ไว้”
หานเมี้ยวอวี้ชะงัก รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา “เหตุใดท่านพี่ไม่อยู่คุ้มกันข้าเล่า ให้ฉางซีไปตามหาพี่หญิงก็ได้”
หานอี้เฉินคร้านจะใส่ใจ เดินพุ่งพรวดออกไปในทันที แม้หานเมี้ยวอวี้คิดจะตามไป แต่ก็ถูกฉางซีสกัดไว้
เนื่องจากในร้านค่อนข้างวุ่นวาย จึงไม่มีใครทันเห็นว่ามีมือของใครบางคนหยิบปิ่นที่หานอี้เฉินเคยหยิบขึ้นมาดู บุรุษผู้นั้นมองปิ่นในมือ ริมฝีปากยกยิ้ม ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหลังร้าน
มือข้างหนึ่งถือพัดสีดำ ในขณะที่อีกข้างถือปิ่น ฝีเท้าย่ำหนักเข้ามาในห้องพักของเจ้าของร้าน ก่อนจะย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้
ไม่นานนักเถ้าแก่ก็รีบร้อนเข้ามา ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้น “ท่านกั๋วกงไว้ชีวิตด้วย ข้าน้อยทำไปเพราะความจำเป็น”
บุรุษในอาภรณ์สีดำแดงชูปิ่นในมือขึ้น ก่อนจะยกยิ้มเมื่อปิ่นกระทบกับแสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่าง ดูงดงาม เหมาะกับแม่นางน้อยผู้หนึ่งเหลือเกิน
“เดิมทีทำผิดก็ต้องรับโทษ แต่ดูนี่สิ ฝีมือของเจ้าไม่เลวทีเดียว” ร่างสูงพูดพลางเอนหลัง ก่อนจะเหลือบมองบุรุษร่างท้วมที่คุกเข่าอยู่ที่พื้น
“เดิมทีเจ้าต้องจ่ายค่าปรับ แต่ข้าเปลี่ยนใจแล้ว” เสียงทุ้มต่ำมีเล่ห์อยู่ในทีของกั๋วกง ทำเอาผู้ฟังใจกระตุก ไม่แน่ใจว่าตนควรดีใจหรือทุกข์ใจดี
“ปิ่นนี่ถูกใจข้านัก เอาเป็นว่า เรื่องครั้งนี้ข้าจะปล่อยผ่าน” ไม่พูดเปล่ามือหนาเก็บปิ่นไว้กับตัว ก่อนจะยกพัดขึ้นคลี่ แล้วปิดใบหน้าของตนไว้ครึ่งหนึ่ง
เถ้าแก่มองใบหน้าชวนหลงใหลที่แฝงไปด้วยความน่าหวาดหวั่นตรงหน้า ใจเต้นกระหน่ำไม่หยุด มือเหี่ยวสั่นจนสังเกตได้ เหงื่อที่หน้าผาก ไหลผ่านขมับ เมื่อสบดวงตาครู่นั้น คล้ายลมหายใจเขาจะขาดห้วง
“หากมีครั้งหน้า ร้านของเจ้าแห่งนี้ คงเหลือเพียงชื่อ” ดวงตาคล้ายอสรพิษจับจ้องเหยื่อ มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย “เจ้านี่ช่างโชคดีเสียจริง”
ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หัวเราะในลำคอ ก่อนจะเดินก้าวออกจากห้อง เถ้าแก่สูดหายใจเข้าดังเฮือก ราวกับเพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมา มือเหี่ยวยกขึ้นปาดเหงื่อ หากเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากพบกั๋วกงผู้นั้นอีกเป็นครั้งที่สอง