ยามเซินเรือนชิงหลันเงียบสงบ กลิ่นหอมของดอกมะลิถูกบดบังด้วยกลิ่นสมุนไพรจากหม้อต้ม ไป๋อวี่นั่งเท้าคาง มืออีกข้างถือพัดเพื่อคุมแรงไฟในการต้มยา
ภายในห้องนอนหลิงเสวี่ยเหยาบิดขี้เกียจ หมุนข้อมือสองสามครา ก่อนจะลุกขึ้นยืน ใบหน้าที่ซีดเซียวขัดกับท่าทางที่กระปรี้กระเปร่า
ยาที่อาจารย์ของนางสั่งให้บ่าวคนสนิทต้มนั้นเป็นยาบำรุง นอกจากจะช่วยให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงแล้ว หากทานติดต่อกันนานเป็นเดือน จะทำให้พลังวิญญาณของนางฟื้นกลับมาอีกส่วน
ร่างอรชรเดินตรงไปยังประตูหน้า ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากเรือน เท้าบางเหยียบก้อนกรวด ร่างเซถลา ก่อนจะหงายหลัง มือหนาของผู้เป็นพี่ชายคว้าเอวนางไว้ได้ทันพอดี
ร่างสูงดึงร่างเล็กเข้ามาในอ้อมกอด มือหนาสั่นเล็กน้อย “ระวังหน่อย”
เสียงทุ้มต่ำของผู้เป็นพี่สั่นเครือ เดิมทีนางเองก็รู้สึกผิดที่ต้องสร้างบทละครที่จะทำร้ายจิตใจคนผู้นี้ แต่นางไม่มีทางเลือก หากต้องการให้เรื่องใหญ่โต นี่เป็นวิธีเดียวที่นางจะสามารถทำให้ข่าวลือแพร่ออกไปได้
“ท่านพี่ ลำบากท่านแล้ว” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงอ่อน จู่ ๆ ร่างของนางก็ถูกกอด มือหนารัดตัวนางไว้แน่น ราวกับกลัวว่านางจะหายไปอีก
ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นชั่วขณะ เด็กหนุ่มในชุดบำเพ็ญเซียนสีม่วงเข้มก็เคยกระทำเช่นนี้ ครานั้นเขาพลาดท่าให้ราชาปีศาจ เพราะความประมาทเลินเล่อ นางจึงต้องไปช่วยจัดการ แต่ไม่คิดว่าจะมีปีศาจลวงจิตอยู่ด้วย
ลูกศิษย์ของนางถูกปีศาจลวงจิตครอบงำ ทำให้ตกอยู่ในโลกมายา ตอนนางเข้าไปช่วยดึงจิตเขาออกมา พบว่าโลกมายาที่เขาเห็นนั้นไร้ซึ่งนางผู้เป็นอาจารย์
เมื่อออกมาได้ จึงลืมตัว เผลอคว้านางเข้าไปกอด ทั้งยังร้องไห้ขี้มูกโป่ง นึกแล้วก็ขำ ครานั้นใบหน้าของเด็กคนนั้นดูไม่ได้สักนิด
หลิงเสวี่ยเหยาหลุดขำ ร่างสูงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะผละออก เขากระแอม “เจ้าขำสิ่งใด”
ผู้เป็นพี่ใบหูแดงระเรื่อ ไม่กล้าสบตาน้องสาว ฉางซีที่แอบอยู่หลังต้นไม้เม้มปาก กลั้นขำจนร่างกายสั่นไหว ต้นไม้ที่เขาเกาะอยู่จึงได้รับผลกระทบสะเทือนไปด้วย
หานอี้เฉินเหลือบมององครักษ์ของตน แววตาแข็งกร้าว คล้ายว่าหากไม่ติดว่าเห็นแก่น้องสาวที่ป่วย อีกฝ่ายคงจะถูกทำโทษไปแล้ว
“ขำท่านพี่เจ้าค่ะ” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ย ริมฝีปากประดับยิ้มบาง “แม้จะเพิ่งได้สติ แต่ข้าได้ยินเรื่องของท่านมาเยอะ ทั้งเรื่องที่ท่านบีบคอสาวใช้ของข้า เรื่องที่ท่านหันดาบไปยังท่านแม่ และเรื่องที่ท่านบุกเข้าวังหลวงเพื่อจะช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ”
หานอี้เฉินยืดหลังตรง ดวงตากระสับกระส่าย เบนหน้าไปทางอื่น ก่อนจะโดนมือเรียวของน้องสาวประกบใบหน้า แล้วบังคับให้หันมาสบตา
“ท่านพี่ ขอบคุณมากนะเจ้าคะ ที่ข้ารอดมาได้ ก็เพราะท่าน” ใบหน้าสวยแย้มยิ้ม แม้ริมฝีปากจะยังซีดอยู่บ้าง แต่ใบหน้ากลับเริ่มมีสีสันมากกว่าเดิม
หานอี้เฉินชะงักไป ก่อนจะนึกบางสิ่งขึ้นได้ มือหนาถูกยกขึ้นก่อนจะจิ้มไปที่หน้าผากของน้องสาว ไม่แรงแต่ก็ไม่เบา “เจ้า...ร้ายกาจนัก”
ผู้ถูกว่าเบิกตาโต นี่นางโดนคนมุทะลุผู้นี้ว่างั้นหรือ มือเรียวยกขึ้นจับนิ้วของพี่ชายไว้ ก่อนจะเอ่ย “พูดเรื่องอะไรเจ้าคะ”
หานอี้เฉินหรี่ตาลง เสียงทุ้มไม่ดังไม่เบา “เด็กเจ้าแผนการ”
หลิงเสวี่ยเหยาชะงักค้าง ทำไมคนตรงหน้าถึงได้เอาแต่เอ่ยคำพูดเช่นนี้อยู่ได้ นางไปทำอะไรให้เขาขุ่นเคืองใจหรือไง
“รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นห่–– ข้าต้องลำบากไปขอความช่วยเหลือถึงวังหลวงเชียว” หานอี้เฉินเปลี่ยนคำพูด ก่อนจะยกมือขึ้นกอดอก “เพียงเพื่อให้เป็นไปตามหมากที่เจ้าวางไว้สินะ”
หลิงเสวี่ยเหยายกยิ้ม นางคิดไว้แล้วว่าเมื่อสติของพี่ชายคนนี้กลับมาครบ เขาต้องปะติดปะต่อเรื่องราวได้แน่ “ใช่ที่ไหนล่ะเจ้าคะ ใครจะไปยอมกินยาพิษที่เสี่ยงขนาดนั้น เพียงเพื่อให้ท่านพี่วุ่นวายกันเล่าเจ้าคะ”
หานอี้เฉินกระตุกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยต่อ “ก็จิ้งจอกน้อยอย่างเจ้าไง”
ฉางซีแอบมองสองพี่น้องคุยกัน ในใจรู้สึกปีติยิ่ง ที่ได้เห็นเจ้านายของเขาเปิดใจมากถึงเพียงนี้ แม้เหตุการณ์ในครั้งนี้จะสร้างความวุ่นวาย และความปวดใจ
แต่กลับได้สานสัมพันธ์พี่น้องตระกูลหาน ดังที่ควรจะเป็น แค่นี้ก็คุ้มค่าแล้ว ร่างสูงกอดอก ก่อนจะยกยิ้มภูมิใจ
“ทำอะไรน่ะ ฝันกลางวันรึไง” เสียงทุ้มอันคุ้นหูดังขึ้นข้างกาย ทำเอาฉางซีสะดุ้งโหยง เขายกยิ้มแห้ง เกาท้ายทอย ก่อนจะเอ่ย “นายน้อย ขออภัยขอรับ”
หานอี้เฉินแค่นเสียง หึ ออกจากลำคอ ก่อนจะเดินนำออกจากเรือนชิงหลัน
หลิงเสวี่ยเหยามองแขกที่กลับออกไป ในใจรู้สึกประหลาด เดิมทีนางไม่ควรเปิดใจกับผู้อื่นเช่นนี้ แต่น่าแปลกที่ หานอี้เฉินกลับทำให้นางยอมเปิดใจ เปิดตัวตนบางส่วนออกมาได้
“คุณหนูเจ้าคะ” ไป๋อวี่ที่เพิ่งต้มยาเสร็จรีบร้อนเดินตรงมา ในมือประคองถ้วยยามาด้วย
“ไป๋อวี่ หลายวันมานี้ลำบากเจ้าแล้ว” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงนุ่ม สายตาอ่อนลงชั่วขณะ
บ่าวรับใช้มือสั่น ขอบตาแดงรื้น “คุณหนู ครั้งหน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะเจ้าคะ”
ผู้เป็นนายหลุดขำ ก่อนจะเดินไปกระซิบข้างหูบ่าวคนสนิท “อย่างที่บอก การแสดงก็ควรสมจริง”
ไป๋อวี่หมดคำจะพูด นางเพิ่งเคยเห็นสตรีที่ไม่กลัวตายเช่นนี้มาก่อน หากกลับกันเป็นนางที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบคุณหนู นางคงยอมออกเรือนไปเสียให้จบๆ แม้จะต้องแลกด้วยอิสระที่ก็มีตาม
สองนายบ่าวกลับเข้ามาในเรือน หลังดื่มยาบำรุงเสร็จหลิงเสวี่ยเหยาก็เตรียมชุดบุรุษสีดำไว้ ไป๋อวี่ที่เพิ่งกลับมาจากเก็บถ้วยยามองด้วยความสงสัย
“คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ” ไป๋อวี่เอ่ยถามเสียงเบา
“คืนนี้ข้าจะออกไปจัดการธุระ ไป๋อวี่เจ้ามานี่” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเรียก เมื่อบ่าวรับใช้เข้ามาใกล้ ก็รีบผลักนางลงบนเตียง
ไป๋อวี่เบิกตากว้าง ใจเต้นระรัว “คุณหนูจะทำอะไรเจ้าคะ”
หลิงเสวี่ยเหยายกยิ้ม ยกเข็มพิษขึ้นมา “ต้องรบกวนเจ้าลำบากแสดงเป็นข้าแล้ว”
สิ้นคำพูดไป๋อวี่กรีดร้องในความเงียบ มือของเจ้านายยกขึ้นปิดปากนางไว้ ความหวาดกลัวซึมลึกถึงกระดูก สุดท้ายทำได้เพียงหลับตารับชะตากรรม
ไม่กี่เค่อต่อมาหลิงเสวี่ยเหยาปล่อยมือออกจากปากของสาวใช้ ก่อนจะลุกขึ้นยืน “ลืมตาได้แล้ว กลัวเป็นเด็กไปได้”
ไป๋อวี่สะดุ้งโหย่ง รีบเด้งตัวลุกขึ้น ไม่รู้ว่าเมื่อครู่เกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง ไร้ซึ่งความเจ็บ แต่ก็ไร้ซึ่งข้อสันนิษฐาน หัวนางโล่งมาก ร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้า ราวกับคนป่วย
“ลองเดินไปดูสิ” คุณหนูใหญ่ชี้ไปยังคันฉ่องทองเหลือง ก่อนจะเอนหลังพิงเสาเตียง แล้วยกมือขึ้นกอดอก มุมปากยกยิ้มอยู่ตลอด
ไป๋อวี่ค่อยๆ เดินไปยังหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เมื่อเห็นเงาสะท้อนนางนิ่งค้างไป มือถูกยกขึ้นปิดปาก ด้วยกลัวว่าจะร้องกรี๊ดออกมา มือไม้ยกไปมา เมื่อเห็นว่าเงาสะท้อนทุกสิ่งที่ตนทำจริง จึงอดประหลาดใจไม่ได้ มือบางถูกยกขึ้นลูบไปมาบนใบหน้าราวกับไม่อยากเชื่อสายตา
“เป็นอย่างไร เหมือนข้าทุกกระเบียดนิ้วใช่หรือไม่” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงติดเล่น มองท่าทางตื่นตระหนกของสาวใช้
“ปะ...เป็นไปได้อย่างไรเจ้าคะ เหตุใดใบหน้าของข้า ไม่สิ ใบหน้าของคุณหนูถึงมาอยู่ในกระจก ทั้งยังทำท่าทางเหมือนข้าทุกอย่าง” ไป๋อวี่เอ่ยพลางคิดจะตบหน้าตัวเอง แต่จู่ ๆ ลมวูบหนึ่งก็กระแทกหน้า รู้ตัวอีกทีคุณหนูของนางก็มาจับมือนางไว้เสียแล้ว
“หยุด เดี๋ยวหน้าจะเป็นรอย” ร่างระหงเอ่ยจบก็ขยับมายืนซ้อนในกระจก “ข้าทำให้ใบหน้าเจ้าเหมือนข้าได้ถึงเพียงนี้ เจ้าก็ควรจะแสดงให้สมจริงด้วย เข้าใจหรือไม่?”
ไป๋อวี่ชะงัก ลังเลเพียงชั่วครู่ก็พยักหน้ารัว ๆ “เจ้าค่ะ คุณหนูวางใจ”
หลิงเสวี่ยเหยามองสาวใช้ที่เชิดหน้า ยืดตัวตรง ทำท่าทางเลียนแบบนางจนแทบแยกไม่ออก
“ข้าจะกลับมาให้ทันก่อนฟ้าสาง เรื่องเซียนโอสถและอาเซ่า เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล เมื่อเห็นเจ้า พวกเขาจะรู้ แต่ไม่เปิดโปง ดังนั้น สิ่งที่เจ้าต้องกังวลคือ จะรับหน้าผู้ใหญ่ในบ้าน และพี่ชายข้าอย่างไร”
ไป๋อวี่ครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยต่อ “ข้าจะไม่ออกจากเรือนเจ้าค่ะ หากมีใครมาขอพบ ข้าจะปฏิเสธ บอกว่าป่วยเจ้าค่ะ”
หลิงเสวี่ยเหยามองเด็กสาวอย่างพอใจ ก่อนจะพยักหน้า มือเรียวส่งบางสิ่งให้สาวใช้สวมไว้ที่คอ
“นี่เป็นนกหวีดไร้เสียง มีเพียงเจ้าของเช่นข้าเท่านั้นที่จะได้ยิน หากเกิดเรื่องด่วน เจ้าเป่ามันจนกว่าข้าจะมา ทำได้หรือไม่”
ไป๋อวี่ยกมือขึ้นจับนกหวีดที่คอ ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ ดูก็รู้ว่าไม่อาจหาซื้อได้ทั่วไป คงจะเป็นของในยุทธภพ ที่มีเพียงพวกผู้บำเพ็ญเซียนใช้กัน
“ทำได้เจ้าค่ะ คุณหนูวางใจ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลิงเสวี่ยเหยาก็โล่งใจ นางเดินไปเปลี่ยนชุดเป็นสีดำ รวบผมหางม้า ก่อนจะใช้วิชาเปลี่ยนหน้า และจัดกระดูก เปลี่ยนร่างกายเป็นบุรุษ ก่อนจะก้าวออกมาจากฉากกั้น
ไป๋อวี่มองเด็กหนุ่มหน้าใส แม้ไม่หล่อมาก แต่กลับดูดี ท่าทางกระฉับกระเฉง คล้ายจอมยุทธ ในใจนึกเคารพวิชาเซียนที่คุณหนูมี แต่ก็มีความกังวลผุดขึ้นในใจ นางรู้สึกขัดแย้งกับบางเรื่องในใจ ราวกับว่าคุณหนูของนางไม่ใช่คนที่นางรู้จักอีกต่อไป
“แม่นางลำบากเจ้าแล้ว” เสียงนุ่มหนาดังขึ้น ร่างสูงเดินตรงเข้ามาจับปอยผมของสาวใช้ ทั้งยังส่งอาภรณ์ของตนให้ด้วย “อย่าลืมเปลี่ยนเป็นชุดนี้ เดี๋ยวผู้อื่นจะจับพิรุธได้”
ไป๋อวี่พยักหน้ารัว ๆ แก้มแดงระเรื่อ แม้จะรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามคือคุณหนูของตน แต่ก็ยังไม่อาจห้ามอาการเขินอายที่มีได้ รู้ตัวอีกทีคุณหนูของนางก็กระโดดออกไปจากหน้าต่างเสียแล้ว