เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 26: ในวิกฤตเช่นนี้ เจ้าเห็นสิ่งใดอีกหรือไม่

👁️ 1 อ่าน
22px

            หลังจากแยกย้ายกลับเรือนของตน หลิงเสวี่ยเหยาก็ตรงกลับมาเล่นกับอาเซ่า สีหน้าไร้ความกังวล กลับกันไป๋อวี่นั้นมือไม้ซุ่มซ่าม ทำแก้วน้ำชาตกบ้าง รินน้ำล้นแก้วบ้าง

          “ขออภัยเจ้าค่ะ บ่าวจะรินให้ใหม่” สาวใช้เอ่ยพลางหยิบแก้วชาใบใหม่หงายขึ้น แล้วรินน้ำชาส่งให้คุณหนูของตนใหม่อีกครั้ง

            หลิงเสวี่ยเหยาและอาเซ่ามองหน้ากัน ก่อนจะมองไปที่ไป๋อวี่ ทั้งสุนัขตัวโตและผู้ดูแลต่างยิ้มบางๆ ท่าทางเป็นกังวลของบ่าวรับใช้นั้น ดูน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ

            “ไป๋อวี่” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงเบา พลางเท้าคางมองสาวใช้ที่เอาแต่หลบสายตา “นี่เจ้าเป็นกังวลใจเรื่องที่ท่านย่าจะจับข้าแต่งงานงั้นหรือ”

            มือบางที่กำลังยกแก้วน้ำชาให้เจ้านายชะงักไปชั่วครู่ ชั่วขณะนั้นริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรง เมื่อรวบรวมความกล้าได้ จึงสบตากับคุณหนูของตน “ข้าเพียงแต่ไม่เข้าใจ เหตุใดคุณหนูถึงได้ยอมรับปากฮูหยินผู้เฒ่าเล่าเจ้าคะ”

            หลิงเสวี่ยเหยายกยิ้ม นิ้วเรียวลูบขอบถ้วยชาเป็นจังหวะ จนเกิดเสียงคล้ายดนตรี ประกอบกับความมืดรอบกาย ที่มีเพียงโคมไฟส่องสว่าง ให้ความรู้สึกสงบลงอย่างน่าประหลาด

            “ท่านย่ามีความคิดจะส่งข้าออกเรือน เจ้าคิดว่าข้าจะขัดได้อย่างไร” เสียงนุ่มนั้นฟังแล้วไม่ยินดียินร้าย ราวกับเรื่องที่เอ่ยนั้นมิใช่เรื่องที่ต้องกังวล

            “แต่...“ ไป๋อวี่คิดจะค้าน แต่กลับไม่อาจหาวิธีขัดขวางฮูหยินผู้เฒ่าได้ สุดท้ายจึงได้แต่กลืนคำพูดลงคอ

            หลิงเสวี่ยเหยามองบ่าวคนสนิท ก่อนจะเอ่ยเสียงไม่ดังและไม่เบาจนเกินไป “ในวิกฤตเช่นนี้ เจ้าเห็นสิ่งใดอีกหรือไม่”

            ไป๋อวี่ฉงน นอกจากเรื่องแต่งงานที่เลี่ยงไม่ได้ จะให้เห็นสิ่งใดอีก “ข้าควรเห็นสิ่งใดหรือเจ้าคะ”

            ผู้เป็นนายมองบ่าวของตนด้วยสายตาที่อ่อนลง มือเรียวที่เคยหมุนรอบแก้วชาหยุด กึก ก่อนจะจุ่มลงไปในแก้ว เมื่อยกออกมาจึงมีน้ำติดปลายนิ้ว

            หลิงเสวี่ยเหยาเขียนตัวอักษรลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “โอกาสอย่างไรเล่า”

            ไป๋อวี่ชะงัก เดิมทีนางคิดไม่ถึงว่าเรื่องร้ายแรงเช่นนี้จะไปมีโอกาสน่ายินดีอะไร สีหน้าจึงลังเลเล็กน้อย เนื่องจากสมองของนางไม่อาจประมวลผลได้ทัน

            “ท่านย่าบอกเองว่าข้าสามารถออกไปข้างนอกได้ตลอด” เสียงใสเอ่ยอย่างเนิบนาบ “เจ้าคิดดูสิ โอกาสเช่นนี้ สำหรับคุณหนูเช่นข้า มันมีค่ามากเพียงใด”

            อาเซ่าทิ้งตัวลงนั่ง ก่อนจะเชิดหน้า แล้วเหล่มองสาวใช้ที่กำลังอ้าปากกว้าง ก่อนจะส่งเสียงแสดงความเห็นสองสามครา

            “พรุ่งนี้ข้าจะออกไปจัดการธุระ เจ้าเองก็ให้คนจัดเตรียมรถม้าไว้ด้วย” หลิงเสวี่ยเหยาลุกขึ้นจากโต๊ะ ก่อนจะเดินนำสุนัขตัวใหญ่เข้าเรือนไป ทิ้งให้สาวใช้ยืนจมอยู่กับความคิดของตน

 

            ตลาดในยามเฉินค่อนข้างครึกครื้นกว่าเมื่อวาน เนื่องจากเย็นวันพรุ่งจวนจินหนิงโหวจะจัดงานต้อนรับแม่ทัพน้อยหาน เหล่าแม่ค้าจึงกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เมื่อเห็นเหล่าขุนนางมาเดินซื้อของ

            หลิงเสวี่ยเหยาก้าวลงจากรถม้า วันนี้นางมากับไป๋อวี่เพียงสองคน เพราะธุระของนางนั้น ไม่ควรมีผู้ใดมาพบเห็น

            วันนี้นางยังคงมาที่บริเวณหอหลิวเซียง เพียงแต่ไม่คิดจะเข้าไปภายใน ร่างอรชรเดินตรงไปหยุดที่ร้านหมั่นโถวฝั่งตรงข้าม

            เมื่อเห็นเจ้านายตรงไปนั่งในร้าน ไป๋อวี่ก็รู้หน้าที่ สั่งอาหารไปส่งที่โต๊ะ ไม่นานนักอาหารก็มาวางตรงหน้า แม่ค้าค่อนข้างแปลกใจที่เห็นคุณหนูเช่นนี้ มานั่งทานอาหารในร้านเล็กๆ ของตน

            “คุณหนูท่านนี้ ท่านคงไม่ค่อยได้ออกมานอกจวนกระมัง” แม่ค้าเอ่ยเสียงแหลม พลางโบกผ้าเช็ดมือไปมา

            “พี่สาวสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก ตัวข้าเพิ่งมาจากนอกเมือง ไร้ซึ่งสหาย จึงไม่รู้ว่าที่เมืองหลวงเช่นนี้มีที่ใดให้ข้าท่องเที่ยวบ้าง” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงหวาน ทำเอาผู้ฟังอดเอ็นดูไม่ได้

            “ตายจริง เช่นนั้นข้าจะช่วยแนะนำให้คุณหนูเอง ดีหรือไม่” แม่ค้าถือวิสาสะนั่งลงที่เก้าอี้ทางซ้ายมือของคุณหนูน้อย ไป๋อวี่เหลือบมองด้วยสายตาไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำใด เพราะกลัวว่าจะไปทำลายแผนการ

            “พี่สาวช่างใจกว้าง รบกวนด้วยนะเจ้าคะ” เด็กสาวเอ่ยพลางยิ้มจนตาหยี ใบหน้างดงามเช่นนั้น ขอเพียงเอ่ยเสียงอ่อน ก็พาให้ใจเหลว แม่ค้ายิ่งได้ใจ เอ่ยเล่าเรื่องราวมากมายที่ตนรู้

            หลิงเสวี่ยเหยาฟังเรื่องราวซุบซิบในวังหลวง พลางมองตรงไปที่บริเวณหน้าหอหลิวเซียง ไม่นานนักเป้าหมายที่นางรออยู่ก็เดินทางมาถึง

            ขุนนางหน้าตาเจ้าเล่ห์คนหนึ่งเดินลงมาจากรถม้า เขาสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ ก่อนจะโบกมือให้รถม้าขับไป ไม่ไกลนักมีเด็กคนหนึ่งกำลังวิ่งเล่นกับเพื่อน ไม่ทันได้ดูทาง จึงชนเข้ากับขุนนางผู้นั้นจนล้มลง

            ถังหูลู่ในมือเล็กโดนชายเสื้อคลุมจนเปื้อน เด็กน้อยตกใจ จนร้องไห้ออกมาเสียงดัง ขนมที่ตนชอบก็ร่วงหล่นลงพื้น

            ขุนนางร่างผอมก้มมองรอยเปื้อน ใบหน้าคล้ำขึ้น คิ้วขมวดเป็นปม “ไอ้เด็กบ้า รู้ไหมชุดที่เจ้าทำเปื้อนราคาเท่าไหร่”

            เด็กน้อยฟังไม่เข้าใจ แต่เสียงของคนตรงหน้ากลับดังเหลือเกิน นอกจากใบหน้าจะน่ากลัวแล้ว การกระทำก็น่ากลัวเช่นกัน

            “ตายจริง ขุนนางผู้นั้นอีกแล้ว” แม่ค้าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เอ่ยเสียงเบา

            “พี่สาวรู้จักหรือเจ้าคะ ขุนนางผู้นั้นเป็นใครกัน เหตุใดถึงได้วางท่าเสียใหญ่โตเช่นนั้น” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงเบา ในขณะที่สายตายังคงมองไปยังเด็กน้อย

            “อา คุณหนูคงไม่รู้...เซี่ยจื่อหาน ขุนนางผู้นั้นเป็นเจ้าเมืองเซวี่ยเหอ ลือกันว่าเป็นคนของซีอ๋อง จึงไม่มีผู้ใดกล้าดูหมิ่น” แม่ค้าพูดพลางเอามือป้องปาก

            “ขออภัยเจ้าค่ะ ลูกข้าน้อยไม่ทันระวัง ขอท่านขุนนางโปรดเห็นใจ” มารดาของเด็กวิ่งตรงมากอดบุตรสาว พลางขอร้องอ้อนวอน

            “แล้วมันไม่ใช่ความผิดของคนเป็นแม่เช่นเจ้ารึไง” ไม่พูดเปล่า ยังยกมือหยาบกร้านจิ้มไปที่หน้าผากของหญิงชาวบ้านอย่างแรง

            “เป็นความผิดข้าน้อยเองเจ้าค่ะ” ผู้เป็นแม่ไม่พูดเปล่า ยังก้มลงโขกหัวกับพื้นซ้ำไปซ้ำมา เด็กน้อยที่เห็นมารดาทำเช่นนั้นจึงรีบยืดตัว ปาดน้ำตา พลางยกมือไหว้อ้อนวอนคนตรงหน้าเช่นกัน

            ฝูงชนมากมายแม้ไม่กล้าไปมุง แต่ก็ไม่อาจละสายตาจากขุนนางใจดำผู้นั้นได้ แม้จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นบ่อยแล้วก็ตาม

            “พวกชั้นต่ำ” เซี่ยจือหานไม่พูดเปล่ายกเท้าขึ้นถีบไปที่ร่างของผู้เป็นมารดาจนหงายหลังล้ม เด็กน้อยตกใจ รีบมาบังหน้าผู้เป็นแม่

            “ฮึก ขออภัย ๆ ไว้ชีวิตมารดาข้าเถิด”

            แต่แทนที่จะหยุดมือ จู่ ๆ แววตาของเขากลับหม่นลง ใบหน้าคล้ำเลียริมฝีปาก ก่อนจะกวักมือเรียกชายฉกรรจ์ที่มีหน้าที่ดูแลความสงบมา “จัดการทำให้มันเงียบปากซะ”

            ชายฉกรรจ์เหล่านั้นมองภาพเด็กน้อยที่ไร้พิษสง พลางเอ่ยขอโทษในใจ ตัวพวกเขาเองไม่กล้าขัดคำสั่งผู้มีอิทธิพล จึงต้องทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้

            หลิงเสวี่ยเหยาขมวดคิ้ว ก่อนจะหยิบแป้งหมั่นโถวมาปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ แล้วดีดไปทางขุนนางที่ยืนเท้าเอวมองเด็กน้อย

            ร่างผอมแห้งยกยิ้ม แววตาดูถูก ชั่วขณะนั้นจู่ ๆ ก็มีบางอย่างกระแทกหัวเขาอย่างแรง จนเซถลา ความรู้สึกเจ็บแปล๊บที่ขมับทำเอามึนงงไปชั่วขณะ โชคยังดีที่แม่นางผู้หนึ่งคว้าตัวเขาไว้ทัน

            “นายท่าน” เสียงหวานหูเอ่ย “ข้ารอท่านตั้งนาน เหตุใดจึงไม่เข้าไปเล่าเจ้าคะ”

            เซี่ยจือหานแสยะยิ้ม ส่งเสียงหัวเราะแหลมหู ฟังดูหยาบโลน ก่อนจะโอบเอวหญิงสาว พลางสั่งให้ชายฉกรรจ์หยุดทำร้ายเด็ก “พอ ๆ เห็นแก่ลี่อิน ปล่อยเด็กนั่นไปซะ”

            หญิงสาวเหลือบมองเด็กน้อยด้วยสายตาเป็นห่วง ในขณะที่ริมฝีปากบางเอ่ย “นายท่านเชิญเจ้าค่ะ”

            ไม่พูดเปล่าลี่อินก็พาขุนนางผู้สร้างปัญหาเข้าไปในหอหลิวเซียง ก่อนจะเข้าไปนางหันมาส่งสัญญาณให้ชายฉกรรจ์ คนเหล่านั้นพยักหน้า ก่อนจะช่วยพยุงแม่และเด็กไปที่โรงหมอ

            “พี่สาว แม่นางผู้นั้นเป็นใครหรือเจ้าคะ” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยถาม

            “แม่นางคนนั้นเป็นหญิงงามขึ้นชื่อในหอหลิวเซียง นามลี่อิน ครานี้ก็หยุดยั้งเหตุการณ์ไว้ได้ทันก่อนที่จะเลยเถิด” ประโยคหลังเสียงเบาลงเล็กน้อย

            “เลยเถิด? หมายความว่าเช่นไรเจ้าคะ” คุณหนูน้อยเอ่ยถามตาใส ทำเอาคนฟังต้องถอนหายใจ

            “ขุนนางผู้นั้นมิใช่คนดีหรอกนะคุณหนู เด็กนั่นหากไม่ได้แม่นางลี่อินช่วยไว้ คงตายไปแล้ว ทั้งแม่ทั้งลูกนั่นแหละ”

            พูดจบแม่ค้าสาวก็ลุกขึ้น เดินตรงไปยังหน้าร้าน เนื่องจากมีลูกค้ามาซื้อของ ดวงตาที่เคยใสซื่อของหลิงเสวี่ยเหยาแปรเปลี่ยนในพริบตา

            “เหลือเวลาอีกเพียงสามสัปดาห์เพื่อทำตามข้อตกลง ไป๋อวี่เรื่องที่ข้าให้เจ้าไปจัดการเป็นอย่างไรบ้าง”  น้ำเสียงเยียบเย็นผิดกับเมื่อครู่

            “เจอแล้วเจ้าค่ะ” ไป๋อวี่ตอบ “ร้านอยู่ถัดจากหอหลิงจู๋ไปสามหลัง ข้าจะพาคุณหนูไปเจ้าค่ะ”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!