ร้านขายเครื่องประทินโฉมที่มีเพียงแห่งเดียวในเมืองหลวง เป็นของตระกูลอู๋ ผู้ดูแลกิจการคือบุตรสาวคนรอง นาม อู๋เหยียนหลิง
ลือกันว่าแม่นางอู๋ผู้นี้หลงใหลในการพัฒนาและสรรค์สร้างเครื่องประทินโฉมเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ไม่กลับจวน และไม่ออกงานสังคม
เดิมที มีหลายคนอยากเลียนแบบสินค้า ทั้งยังเคยลองเปิดร้านแข่ง แต่สุดท้ายกลับพังไม่เป็นท่า เพราะสินค้าของตระกูลอู๋นั้นนอกจากราคาไม่แพงแล้ว ยังมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย
หลิงเสวี่ยเหยามองสำรวจร้านขนาดกลาง ภายในถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ การตกแต่งเรียบง่าย แต่กลับทำให้สินค้าที่วางอยู่บนชั้นดูโดดเด่นออกมา
“คุณหนูท่านนี้มองหาสิ่งใดอยู่หรือขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์หน้าตาใสสะอาดคนหนึ่งเอ่ยทัก เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าเครื่องประทินโฉมของที่นี่คุณภาพดีเพียงใด
“คุณหนูของข้ากำลังมองหาชาดสำหรับแต้มริมฝีปาก” ไป๋อวี่เดินนำมาบังหน้าคุณหนู
เสี่ยวเอ้อร์แย้มยิ้ม ก่อนจะผายมือ “เชิญทางนี้เลยขอรับ”
เดินมาไม่กี่ก้าวก็มาถึงชั้นวางที่เต็มไปด้วยตลับขนาดเล็ก ที่มีลวดลายงดงาม หลิงเสวี่ยเหยาเหลือบมองไปทางขวา ไม่ไกลนักมีสตรีนางหนึ่ง ใบหน้าใสสะอาด ริมฝีปากถูกแต่งแต้มด้วยชาดสีสวย แม้ตาจะดูอ่อนล้า แต่กลับไร้รอยคล้ำใต้ดวงตา
“ชาดบุปผาแรกแย้มเป็นชาดตัวใหม่ของทางร้าน เชิญคุณหนูลองดูได้ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ส่งตลับขนาดเล็กที่มีลายบุปผาสลักมาให้ มือเรียวรับของมา
เมื่อเปิดตลับกลิ่นหอมของบุปผาตีขึ้นจมูก ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน ทั้งยังหวานหอม ราวกับบุปผาแรกแย้ม
“สมคำร่ำลือ” หลิงเสวี่ยเหยาพึมพำ ในขณะที่สายตาเหลือบมองหญิงสาวที่กำลังยืนมองสินค้าอยู่ข้างกาย ริมฝีปากสีสวยยกยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดของนาง ราวกับว่าคำชมนั้นมีผลกับนาง
“เพียงแต่น่าเสียดาย” เสียงนุ่มเอ่ยพลางยกมือแตะแก้ม “ข้าเคยได้ใช้ชาดกลิ่นหอมและเป็นเอกลักษณ์มากกว่านี้ ช่างเถอะ ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีของที่ข้าต้องการ”
เสี่ยวเอ้อร์หน้าเสีย เหงื่อผุดเต็มใบหน้า ก่อนจะมองไปยังหญิงสาวที่ดวงตาอ่อนล้าอย่างเป็นกังวล “เอ่อ คุณหนูท่านนี้”
“มีอะไรอีก คุณหนูของข้าบอกแล้วว่า ที่นี่ไม่มีสิ่งที่นางต้องการ” ไป๋อวี่เอ่ยเสียงแข็ง ทำเอาเสี่ยวเอ้อร์สะดุ้งเล็กน้อย ร่างสูงทำตัวไม่ถูก จนกระทั่งต้องถึงมือผู้มีอำนาจ
“คุณหนูน้อย ข้ามีคำถาม” หญิงสาวที่ยืนข้างนางเมื่อครู่แย้มยิ้ม พลางเดินตรงมาหานาง “ชาดที่คุณหนูเอ่ยถึง ข้าฟังแล้วนึกสนใจนัก หากไม่เป็นการรบกวน ข้าขอคุยกับคุณหนูส่วนตัวได้หรือไม่”
หลิงเสวี่ยเหยายกยิ้มมุมปาก ก่อนจะแสร้งทำสีหน้าฉงน “เพราะเหตุใดกัน หากท่านต้องการชาดตลับนั้น ข้าทำหายไปเสียแล้ว”
“คุณหนูเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงอยากได้ความเห็น คุณหนูจะกรุณาช่วยเหลือได้หรือไม่” ดวงตาที่อ่อนล้าคู่นั้นคล้ายมีประกายบางอย่างผุดขึ้นมา
“เห็นแก่ความพยายามของท่าน ข้าจะสละเวลาให้แล้วกัน” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยพลางเชิดหน้าเล็กน้อย ในเมื่อทุกอย่างเข้าแผน นางเองก็ต้องแสดงให้คนผู้นี้เห็นว่านางเป็นเพียงคุณหนูเอาแต่ใจผู้หนึ่ง
หญิงสาวแปลกหน้านำทางมายังบริเวณหลังร้าน ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามา กลิ่นหอมก็ลอยมาปะทะจมูก ชวนให้รู้สึกสำราญใจ
เมื่อมาถึงโต๊ะรับแขก ก็พบตลับชาดธรรมดาตั้งอยู่ ตลับที่ไร้ลวดลายดูแล้วคงเป็นตลับทดลอง และคนที่พานางเข้ามาหลังร้านได้ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ คุณหนูรองอู๋เหยียนหลิง
และเหตุผลที่นางเชิญคนแปลกหน้าเข้ามาหลังร้านเช่นนี้ก็คงไม่พ้น
“ถุงหอมของคุณหนูมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ทั้งยังหอมละมุน ให้ความรู้สึกคุ้นเคย แต่กลับนึกไม่ออกว่าเคยได้กลิ่นมาจากแห่งใด” เถ้าแก่เนี้ยเอ่ยพลางหลับตา ใบหน้าครุ่นคิด
“กลิ่นของถุงหอมนี้คุณหนูของข้าเป็นผู้ทำเอง แน่นอนว่าต้องมีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนผู้ใด” ไป๋อวี่กอดอก เชิดหน้า พลางมองไปยังเจ้าของร้าน
“คุณหนูทำเองสินะ มิน่า ข้าเองนึกสงสัยตั้งแต่ที่ท่านพูดถึงเรื่องตลับชาดแต้มริมฝีปากแล้ว เดิมทีลูกค้าท่านอื่นมักจะมองหาเพียงสิ่งของที่ร้านข้าผลิต มีเพียงคุณหนูที่สายตากว้างไกล พบเจอในสิ่งที่ตัวข้าเองก็หวังจะได้เจอ” น้ำเสียงประจบของคนตรงหน้าทำเอาหลิงเสวี่ยเหยาอดแปลกใจไม่ได้
“อะแฮ่ม แน่นอนอยู่แล้ว ว่าแต่ท่านต้องการจะถามความเห็นข้าเรื่องใด” คุณหนูน้อยยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
“คุณหนูมากความสามารถ ตัวข้าเองกำลังวิตกกังวลเรื่องสินค้าใหม่ ที่จะเปิดตัวในอีกไม่กี่วัน ก่อนหน้าปล่อยตัวทดลองให้ลูกค้าประจำลองใช้ แต่กลับพบแต่ผลตอบรับที่ดีกว่าผลงาน ตัวข้านั้นคิดว่าของสิ่งนี้ขาดบางสิ่ง แต่ก็คิดไม่ออกว่าควรใช้สิ่งใด” เสียงใสเอ่ยพลางเว้นช่วง ดวงตาดอกท้อมองตรงมายังถุงหอมของเด็กสาว
“หากคุณหนูจะกรุณาบอกส่วนผสมของบุปผาที่อยู่ในถุงหอมของคุณหนู ตัวข้าคงรู้สึกยินดียิ่งนัก” ไม่พูดเปล่า มือทั้งสองข้างของนางประกบเขาหากัน ทั้งยังกะพริบตาถี่รัว
หลิงเสวี่ยเหยาก้าวถอยหลัง แสดงสีหน้าลังเลใจพอประมาณ “เรื่องนั้นออกจะ...”
“แน่นอนว่าคุณหนูจะไม่เสียเปรียบ ข้าจะมอบสิทธิ์พิเศษให้แก่คุณหนู ทุกเดือนที่มีสินค้าออกใหม่คุณหนูจะเป็นคนแรกที่ได้ใช้ รวมถึงสิทธิ์ซื้อสินค้าฟรีหนึ่งชิ้นต่อเดือน ท่านเห็นว่าเช่นไร”
ท่าทางกระตือรือร้นของเถ้าแก่เนี้ยนั้นทำเอาหลิงเสวี่ยเหยาเกือบหลุดขำ แต่นางควบคุมสีหน้าเก่ง ดังนั้นฝั่งตรงข้ามไม่มีทางรู้แน่นอนว่าตนเองกำลังถูกหลอกใช้ “หากท่านยืนกรานเช่นนั้น ข้าก็ไม่อาจปฏิเสธ เพียงแต่ซื้อสินค้าฟรีแค่หนึ่งชิ้นออกจะน้อยไปหน่อย เมื่อเทียบกับความลับที่อยู่ในถุงหอมของข้า เพิ่มเป็นสามชิ้นได้หรือไม่ รวมถึงสิทธิ์ในการร่วมออกความคิด”
อู๋เหยียนหลิงชะงักไปชั่วครู่ ริมฝีปากเม้มแน่น ใบหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเหลือบมองถุงหอมที่ห้อยอยู่ตรงเอวของเด็กสาว “ตกลง”
หลิงเสวี่ยเหยาแย้มยิ้ม ถอดถุงหอมให้อีกฝ่ายนำไปศึกษา ก่อนจะหันไปมองไป๋อวี่ สาวใช้มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย พลางคิดในใจว่า คิดถูกแล้วที่เลือกอยู่ข้างคุณหนู
หลังจากเสร็จธุระก็ยามซื่อแล้ว หลิงเสวี่ยเหยาจึงเดินออกจากร้านประทินโฉมโดยมีเถ้าแก่เนี้ยยืนโบกมืออยู่ไม่ไกล หลังจากสั่งให้ไป๋อวี่ไปเรียกรถม้า นางก็ยืนรออยู่ที่เดิม
ในระหว่างที่กำลังมองสำรวจไปรอบ ๆ กลับพบคนผู้หนึ่งที่ดูคุ้นตากำลังเดินมาจากหอหลิงจู๋ ร่างกายนางตอบสนองโดยอัตโนมัติ รีบหันหลังในทันที
คนผู้นั้นคงไม่สังเกตเห็นนางใช่หรือไม่?
ครั้นหันกลับไปมองกลับพบแต่ความว่างเปล่า คล้ายสิ่งที่เห็นเมื่อครู่นางเพียงตาฝาดไปเอง เมื่อรู้สึกโล่งจึงเผลอถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“แม่นางน้อย เจ้ามาซื้อเครื่องประทินโฉมรึ” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหู พร้อมกับความรู้สึกขนลุกวาบ
“ท่านกั๋วกง” หลิงเสวี่ยเหยาร้องเสียงหลง ใบหน้ายียวนของคนตรงหน้าทำเอานางแทบอยากจะส่งเสียงร้องออกมา
เหตุใดเขาถึงเอาแต่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้บ่อยนักเล่า มิหนำซ้ำยังเจอหน้ากันบ่อยถึงเพียงนี้อีก โชคชะตาเล่นตลกหรืออย่างไร!!