ยามเว่ย โถงหลักของจวนเงียบงัน ฮูหยินผู้เฒ่านั่งอยู่บนที่ประจำ ทางซ้ายมือซูหว่านอวี้นั่งก้มหน้า ร่างกายดูไร้เรี่ยวแรงกว่าเก่า แต่แววตากลับยังแฝงบางสิ่งที่ลุกโชนอยู่ในใจ
ทางฝั่งขวามือที่นั่งที่ควรเป็นของท่านโหวที่อยู่ชายแดน ตอนนี้กลับมีบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งนั่งอยู่ เขาเอนหลังอย่างสบายใจ ในมือควงพัดไปมา ขณะที่สายตาจับจ้องไปที่ฮูหยินรอง
หานอี้เฉินเดินไปมาอยู่ตรงบริเวณหน้าประตู ร้อนใจเกิดจะเอ่ย เมื่อครู่เซียนโอสถผู้นั้นไล่เขาออกมาพร้อมกับทุกคน แม้ประโยคจะสุภาพ แต่ฟังแล้วไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย
“ท่านโหวน้อย ท่านมานั่งให้ดีเถิด ร้อนใจไปก็เท่านั้น จริงหรือไม่ฮูหยินผู้เฒ่า” กั๋วกงหนุ่มยกยิ้ม เหลือบมองหญิงชราที่ใบหน้านิ่งเรียบ แววตาต่อต้านแต่วาจาที่นางเอ่ยกลับนอบน้อม
“ไม่รู้ว่าท่านกั๋วกงจะเดินทางมาด้วย จึงมิได้เตรียมอะไรไว้ต้อนรับ” น้ำเสียงเรียบเฉยแฝงไปด้วยความเย็นชา
ซ่งอวี้หานยกยิ้ม โบกพัดในมือไปมา พลางเอ่ย “เดิมทีข้าก็ทำอะไรตามใจ แม้แต่ฝ่าบาทยังคร้านจะลงโทษ เรื่องแค่นี้...ฮูหยินผู้เฒ่าไม่จำเป็นต้องลำบาก”
หญิงชรายิ้มบาง แต่ดวงตากลับแข็งกร้าว “ข้าเองก็แปลกใจนัก ได้ยินมาว่าท่านเพิ่งได้รับตำแหน่งหัวหน้าศาลต้าหลี่ คิดว่าจะงานยุ่ง พบหน้าได้ยาก แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นดั่งข่าวลือ”
“หือ นั่นก็ลือกันเกินไป ตำแหน่งหัวหน้าศาลต้าหลี่อะไรนี่ เป็นเพียงแค่ตำแหน่งว่าง ที่ฝ่าบาทยกให้ข้าเล่นก็เท่านั้น ไม่ได้มีสิ่งใดพิเศษ” เสียงทุ้มเอ่ย ใบหน้าหล่อเหลาไร้ซึ่งความลำบากใจ
“จะว่าไปช่วงนี้ก็น่าแปลกนัก ตัวข้าแม้จะไม่ได้ตั้งใจสืบข่าว แต่เรื่องของจวนท่านกลับเข้าหูข้าอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดก็คงเป็นที่...” เขาลากเสียงก่อนจะชี้พัดไปทางสตรีที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ฝั่งตรงข้าม “ฮูหยินรองไปส่งเสียงเอะอะอยู่แถวหน้าหอหลิวเซียงกระมัง”
ซูหว่านอวี้ชะงัก มือสั่นเทา บุรุษที่อยู่ฝั่งตรงข้าม คือบุคคลที่ไม่ควรเอาชีวิตไปข้องเกี่ยวหากอยากมีชีวิตรอด เหตุใดคนผู้นั้นถึงได้ตามคุณชายใหญ่มา ทั้งยังพยายามจับผิดนางเช่นนี้
“ทะ...ท่านกั๋วกงเข้าใจผิดแล้ว ข่าวลือนั้นย่อมเกินจริงไปบ้าง ต่อให้ข้าเพียงแค่พูดธรรมดา แต่หากผู้อื่นไปเล่าต่อ จากคำพูดธรรมดา ก็ร้ายแรงได้ ท่านอย่าใส่ใจเลยเจ้าค่ะ” หญิงสาวพูดพลางแย้มยิ้ม มือบางกำผ้าเช็ดหน้าแน่น
“ที่ฮูหยินรองกล่าวก็ถูก แต่ข้ามิได้หลงเชื่อข่าวลือพวกนั้น เพียงแต่ข้าบังเอิญได้เห็นกับตา วันนั้นท่านมาตะโกนเสียงดังอยู่หน้าหอหลิวเซียง ราวกับกลัวคนจะไม่รู้ว่าท่านมาเยือนที่แห่งนี้” ไม่พูดเปล่าเขาคลี่พัด ก่อนจะยกมาบังหน้าครึ่งนึง ซูหว่านอวี้เผลอสบตาคู่นั้น
นางถึงกับช็อกไปชั่วครู่ รู้สึกอึดอัดราวกับถูกอสรพิษบีบรัด เมื่อตั้งสติได้จึงได้พูดต่อ “เรื่องเมื่อตอนนั้นเป็นความผิดของข้าเอง ที่ร้อนใจอยากช่วยบุตรสาวคนโต ไม่ทันคิดว่าจะทำให้เรื่องราวลุกลามไปไกลถึงเพียงนี้”
“แน่นอนว่าผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ท่านมิได้พยายามจะใส่ร้ายคุณหนูใหญ่นี่ จริงหรือไม่”
คำพูดประโยคนั้นทำให้ห้องโถงตกอยู่ในความเงียบ บ่าวรับใช้ไม่กล้าเงยหน้า กลืนน้ำลายสักอึกก็กลัวจะเสียงดังเกินไป โชคดีที่ครู่ต่อมาคนที่พวกเขารอก็มาถึง
สุนัขตัวใหญ่เดินมาหยุดหน้าโถงหลัก แล้วทิ้งก้นนั่ง มันเชิดหน้าสูง ก่อนจะเหลือบมองโจรหนุ่มที่คิดจะขโมยตัวมันไปครั้งก่อน คนผู้นั้นโบกพัดในมือไปมาราวกับต้องการจะทักทายมัน
อาเซ่าสะบัดหน้าหนี ไม่ต้องการรับคำทักทาย อีกฝ่ายกลับไม่โกรธ ทั้งยังแย้มยิ้มอย่างมีความสุข
มู่เหรินซีก้าวย่างเข้ามาในโถง ใบหน้าประดับรอยยิ้มเช่นเดิม ไม่อาจรู้ได้ว่าหลังจากตรวจหานชิงหรูแล้ว อาการนางเป็นอย่างไรบ้าง
“ท่านเซียนโอสถ” เสียงทักทายจากฮูหยินผู้เฒ่าดังทำลายความเงียบ
“ฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินรอง” เซียนหนุ่มเอ่ยพลางทำความเคารพพอเป็นพิธีก่อนจะเริ่มเข้าเรื่อง “ข้ามีคำพูดอยากจะกล่าว แต่เกรงว่าพวกท่านจะไม่สะดวกใจ”
“เชิญท่านเซียนตามสบาย” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยพลางผายมือ
ซ่งอวี้หานเคาะเท้าขวา ก่อนจะเอ่ยต่อ “จะมีปัญหาได้อย่างไร เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ใครทำสิ่งใดลงไปก็รู้อยู่แก่ใจ ปิดอย่างไรก็ไม่มิด”
ซูหว่านอวี้สะอึก มือที่เคยกำผ้าแน่น จิกเข้าไปในฝ่ามือของตน “เกิดสิ่งใดขึ้นกับบุตรสาวของข้าหรือท่านเซียน”
หึ ซ่งอวี้หานแค่นเสียงออกจากคอ ก่อนจะทำเป็นมองออกไปข้างนอก ไม่รู้ไม่ชี้ในสิ่งที่ตนทำไป แต่ใครเล่าจะกล้าล่วงเกินเขา ที่มีอำนาจมากเพียงนี้ ดังนั้นต่อให้เขาทำสิ่งที่ไร้มารยาทถึงเพียงใด ก็ไม่อาจว่ากล่าวติเตือนได้
“อาการของคุณหนูใหญ่นั้น ข้ารักษาให้บ้างแล้ว ทว่าอาจต้องใช้เวลามากหน่อย เนื่องจากพิษที่ได้รับนั้นสาหัสเกินไป” เซียนหนุ่มเอ่ยเสียงเนิบนาบ มองตรงไปยังฮูหยินผู้เฒ่าที่มุมปากกระตุกเล็กน้อย
“ท่านหมายความว่าต้องการที่พัก ระหว่างอยู่ที่นี่อีกหลายวันสินะ” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ย รู้สึกปวดหัวตุบๆ คืนวันพรุ่งจะมีการจัดงานต้อนรับหานอี้เฉิน แม้เดิมทีตัวเขาจะมาเร็วกว่ากำหนด แต่งานก็ไม่อาจเลื่อนได้เนื่องจากกลัวว่าจะเสียฤกษ์
ส่วนการจะให้เซียนโอสถพักอยู่ที่นี่นั้น เป็นที่ลำบากใจนัก หากผู้อื่นมาพบเห็นเข้าคงได้นำไปนินทากันอย่างสนุกปาก
“แล้วแต่ฮูหยินผู้เฒ่าตัดสินใจ ตัวข้านั้นหากเสร็จธุระก็ต้องไปจากเมืองหลวง หากหลังจากนี้ต้องการเรียกตัว คงไม่อาจติดต่อได้อีก” เขาพูดพลางยิ้มบาง
แม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจ แต่เมื่อไร้ทางเลือกจึงทำได้เพียงต้องยอมรับผล แม้มันจะนำมาซึ่งลมปากของผู้คนที่มาร่วมงานเลี้ยงก็ตาม
“เชิญท่านเซียนตามสบาย ชุ่ยอวิ๋น พาท่านเซียนไปพัก”
สิ้นคำสั่งบ่าวรับใช้คนสนิทก็รีบสาวเท้าเดินตรงไปหาเซียนโอสถ ก่อนจะผายมือแล้วเดินนำทางเขาไปยังเรือนพักที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนชิงหลันของคนป่วยมาก
สุนัขตัวใหญ่เหลือบมองสตรีหน้าเนื้อใจเสือ มันส่งสายตาดูหมิ่น ก่อนจะสะบัดหน้าเดินตามเซียนโอสถไป
ซูหว่านอวี้เผลอจิกเล็บตัวเอง ชั่วขณะที่มองแผ่นหลังของเซียนโอสถและสัตว์เวทย์ สายตานางกลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิง แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็พอให้กั๋วกงหนุ่มที่นั่งสังเกตการณ์เห็นทุกสิ่ง
ร่างสูงลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอ่ยอย่างหน่ายใจ “น่าเสียดายนัก ที่ไม่ได้เจอคุณหนูใหญ่”
ฮูหยินผู้เฒ่าคิ้วกระตุก “ทำท่านกั๋วกงเสียเวลาแล้ว ชิงหรูป่วยไข้ จำต้องพักผ่อน”
“ถูกต้อง คนป่วยก็จำเป็นต้องพัก ตัวข้าน่ะเป็นพวกรู้ความ ดังนั้นคงต้องขอตัวกลับก่อน” แขกไม่ได้รับเชิญเดินตรงไปหยุดใกล้หานอี้เฉินที่กำลังชั่งใจคิดบางเรื่องอยู่ ก่อนจะกระซิบเสียงเบา
“พรุ่งนี้ข้ายังอยากเจอน้องสาวของท่านในงานเลี้ยง หวังว่าจะไม่เกิดเรื่องอะไรที่ทำให้ความต้องการของข้าต้องเสียเปล่า”
หานอี้เฉินขมวดคิ้ว มือหนากำแน่น ในใจนึกจินตนาการภาพที่เขาต่อสู้กับคนตรงหน้าไปแล้วล้านครั้ง แต่ในความเป็นจริงเขากลับทำได้เพียงเอ่ยว่า...
“ข้าจะดูแลนางมิให้เป็นอะไรไปอีก ท่านกั๋วกงมิต้องเป็นกังวล”
ซ่งอวี้หานยกยิ้ม เขาทอดน่องเดินอย่างสบายใจ ทิ้งให้ความเงียบปกคลุมทั่วโถงหลัก
ฮูหยินผู้เฒ่าเหลือบมองภรรยารองของบุตรชาย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “งานวันพรุ่งหากมีอะไรผิดพลาด เจ้าคงรู้ผลจะเป็นอย่างไร”
ซูหว่านอวี้สะดุ้งโหยง รีบตอบกลับเสียงอ่อน “เข้าใจเจ้าค่ะท่านแม่”
“เข้าใจก็ดีแล้ว หลังจบงาน ตัวเจ้ากับบุตรสาวก็กลับไปพักผ่อนที่บ้านเดิมเถิด” เมื่อพูดจบหญิงชราก็โบกมือเรียกสาวใช้คนสนิทให้มาพยุงตนเองออกจากโถง
เหลือบมองหลานชายเพียงครู่ ก่อนจะเดินออกไปโดยไม่พูดสิ่งใดอีก