ยามโหย่วดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า กระแสลมพัดผ่านเงาร่างบุรุษผู้หนึ่งที่เคลื่อนไหวออกจากจวนจินหนิงโหว
บ่าวรับใช้ที่เฝ้าประตูกำลังสนทนากัน แม้จะมีเงาวูบผ่านไป แต่พวกเขากลับไม่ทันได้สังเกตเห็น หลิงเสวี่ยเหยาออกจากจวนมาได้ไม่นาน ก็กระโดดลงจุดลับตาคน ก่อนจะจัดอาภรณ์ของตนให้ดี
ครานี้นางนำถุงหอมวางไว้ในเรือนเรียบร้อย จะไม่ยอมให้ผู้อื่นจับสังเกตได้อีก เมื่อสำรวจดูดี ๆ เหมือนนางจะขาดสิ่งสำคัญไปสิ่งหนึ่ง
ร่างสูงเดินออกมาจากมุมมืด ก้าวย่างเข้าสู่ตลาดยามเย็น แสงไฟจากโคมไฟส่องประกาย เสียงพูดคุยของผู้คนดังจอแจ บรรยากาศครึกครื้น ทั้งผู้ใหญ่และเด็กน้อย ต่างพากันเดินเล่น ในมือถือสินค้าที่เพิ่งซื้อมา บ้างเป็นอาหาร บ้างเป็นของใช้
ดวงตาสีน้ำตาลกวาดมองหาร้านเครื่องประดับ ก่อนจะเห็นแผงลอยขายเครื่องประดับอยู่ทางขวามือ ร่างสูงเดินก้าวย่างไป
แม่ค้าเมื่อเห็นลูกค้าเดินมาจึงเอ่ยปากทัก “คุณชายท่านนี้ สนใจเครื่องประดับชิ้นใดเจ้าคะ”
หลิงเสวี่ยเหยากวาดสายตาเพียงครั้งเดียว ก่อนจะหยุดที่จี้หยกชิ้นหนึ่ง “ชิ้นนี้ แม่นางว่าเหมาะกับข้าหรือไม่”
ไม่พูดเปล่า มือหนาวางทาบเข้ากับเอวของตน แม่ค้าใบหน้าแดงระเรื่อ บิดตัวไปมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ย “ตายจริง จี้หยกที่งดงามเช่นนี้ ก็ต้องคู่กับคุณชายสิเจ้าคะ”
หลิงเสวี่ยเหยากระตุกยิ้ม ก่อนจะส่งเงินให้อีกฝ่าย แม่ค้ารับเงินมา ก่อนจะหยิบกวานส่งให้คุณชายท่าทางองอาจเบื้องหน้า
“กวานอันนี้ข้าแถมให้เจ้าค่ะ” น้ำเสียงหวานเอ่ยในขณะที่ทำท่าทางเขินอาย ดูแล้วน่าเอ็นดู แม่นางผู้นี้น่าจะเพิ่งเข้าวัยออกเรือนได้ไม่นาน ไม่แปลกที่จะเขินอายบ้าง เมื่อได้เจอบุรุษท่าทางองอาจและหน้าตาพอดูดีอยู่บ้าง
“ขอบคุณแม่นาง” หลิงเสวี่ยเหยารับมา ไม่คิดจะปฏิเสธ เมื่ออีกฝ่ายให้ด้วยความเต็มใจ หากปฏิเสธไปจะเป็นที่อึดอัดใจกันเสียเปล่า
หลังจากสวมกวานและจี้หยกแล้ว นางก็เดินทอดน่อง สำรวจไปรอบ ๆ ผู้คนมากมายยังคงเดินซื้อของ โรงสุรา และร้านอาหารจึงเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังสนทนากันอย่างออกรส
คืนพรุ่งนี้จวนจินหนิงโหวจะจัดงานต้อนรับบุตรชายคนโต เป็นไปไม่ได้ที่จะไร้ซึ่งบทสนทนาเรื่องนี้ เดิมทีเป้าหมายในการออกมาก็คือ การสืบข่าวเรื่องของตนและจวนโหว นอกจากนี้ก็ยังมีอีกเป้าหมาย คือการเข้าหาหญิงงามอันดับหนึ่งในหอหลิวเซียง
ร่างสูงเดินมาจนถึงหอหลิงจู๋เป็นที่แรก เหมาะที่สุดในการฟังข่าวลือจากผู้คนมากหน้าหลายตา เมื่อเดินเข้ามาเสี่ยวเอ้อร์ก็รีบร้อนมาต้อนรับ ก่อนจะพาไปนั่งยังโต๊ะว่าง
หลิงเสวี่ยเหยาเลือกนั่งที่ชั้นแรก เวทีขนาดใหญ่ถูกตั้งอยู่ตรงกลาง รอบ ๆ เป็นโต๊ะกลมสำหรับลูกค้า เสียงงิ้วร้องดังคลอไปกับดนตรี มีคนบางพวกตะโกนตอบสนองทุกครั้งที่เนื้อเรื่องเข้าสู่ช่วงสำคัญ
หากคิดจะสืบข่าวจากข่าวลือ ที่แห่งนี้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด หลังจากสั่งอาหารเรียบร้อย เสี่ยวเอ้อร์ก็ตรงไปรับแขกคนอื่นต่อ
ข้างโต๊ะที่หลิงเสวี่ยเหยานั่งนั้น มีบุรุษสามคนกำลังสนทนากันอยู่ ดูจากการแต่งกายและท่าทางแล้วน่าจะเป็นพวกบัณฑิตหนุ่ม ที่นัดกันมาดื่มสุรา พบปะสังสรรค์กัน
ร่างสูงยืดตัวตรง ยกชาขึ้นจิบ สายตาทอดมองงิ้ว แต่หูกลับจับบทสนทนาของโต๊ะข้าง ๆ แม้จะมีเสียงของโต๊ะอื่นดังแทรกมาบ้าง แต่หากตั้งใจฟังให้ดี บทสนทนาของพวกเขาก็ดังพอที่จะผ่านหู
“เดิมทีท่านโหวน้อยควรจะมาถึงในวันพรุ่ง แต่ได้ยินมาว่าศึกที่ควรจะนานกว่านี้ จบลงที่ผู้นำของอีกฝ่ายถูกตัดหัว ทำให้อีกฝ่ายร่นถอย เมื่อไร้ซึ่งผู้นำ ศึกจึงจบลงได้เร็วกว่าที่คิด”
“เรื่องนั้นข้าก็ได้ยินมา แม่ทัพน้อยมากความสามารถ ถึงขนาดพลิกศึกที่ซีอ๋องพ่ายแพ้ นำกำลังพลของตนไปจัดการกับอีกฝ่ายจนสามารถยึดเมืองกลับคืนมาได้”
“เพราะอย่างนั้นฮ่องเต้ถึงได้ถือหางอย่างไรเล่า ข้าได้ยินท่านพ่อบอกว่าวันนี้คนผู้นั้นบุกไปยังวังหลวงโดยพลการ แต่กลับไม่ถูกลงโทษ ทั้งยังพาเซียนโอสถที่พบตัวยากผู้นั้นกลับมายังจวนของตนได้ด้วย”
หลิงเสวี่ยเหยายกยิ้ม ดูเหมือนแผนของนางจะไปได้ดี การที่หานอี้เฉินบุกวังหลวง ย่อมต้องสร้างความสงสัยแก่ผู้พบเห็น ยิ่งเขาพาผู้สันโดษที่ไม่ฟังแม้แต่คำสั่งของฝ่าบาทอย่างเซียนโอสถมาด้วย ยิ่งทำให้น่าสงสัย และน่าจับตามอง
“ไม่เพียงเท่านั้น บิดาข้าเห็นอสรพิษอำมหิตตามท่านแม่ทัพน้อยไปที่จวนด้วย พวกเจ้าคิดดูสิ คนผู้นั้นใช่คนที่จะสนใจเรื่องราวของผู้อื่นเสียที่ไหน แต่นี่ถึงกับตามไปที่จวน มิใช่ว่าจวนโหวคิดจะสานสัมพันธ์กับจวนกั๋วกงหรอกรึ”
ผู้ปลอมตัวเกือบสำลักน้ำชา มือหนายกขึ้นปาดน้ำที่กระเซ็นออกมา เมื่อครู่เผลอวางแก้วหนักมือไป ทำให้คนในกลุ่มสนทนาหันมามอง แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าผู้ที่ทำเสียงดังคงพลั้งมือ จึงกลับไปสนทนากันต่อ
“เฉิงอัน ข้าว่าเจ้าเข้าใจผิดแล้ว เดิมทีคนที่ตระกูลหานเล็งไว้มิใช่หวังอ๋องหรอกรึ คราก่อนข้าแอบได้ยินท่านพ่อกับท่านแม่คุยกัน ว่าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลหานมีความสัมพันธ์อันดีกับฉินกุ้ยเฟย หวังอ๋องก็กำลังมองหาพระชายา พวกเจ้าว่ามีมูลหรือไม่เล่า”
“ฟู่ซี เบาเสียงลงหน่อย ข้าเองก็ได้ยินมาเช่นกัน แต่ข้ากลับมีความเห็นต่าง หากฮูหยินผู้เฒ่าคิดจะเชื่อมสัมพันธ์กับฉินกุ้ยเฟยจริง บางทีคนที่ตระกูลหานจะได้สานสัมพันธ์อาจจะเป็น...องค์ชายสาม”
หลิงเสวี่ยเหยาใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ เรื่องอำนาจในวังหลวงนางพอรู้อยู่บ้าง ดูเหมือนปัจจุบัน อำนาจจะถูกแบ่งออกเป็นสามฝ่าย ฉินกุ้ยเฟยจับมือกับหวังอ๋อง แม้จะเป็นเพียงผลประโยชน์ร่วม แต่ก็นับว่ามีจุดหมายร่วมกัน
ในขณะที่ฮ่องเต้เองต้องการจะสนับสนุนองค์รัชทายาท จึงต้องคอยระวังอยู่ตลอด ส่วนซีอ๋องนั้น ตอนนี้แม้จะอยู่ชายแดน แต่ก็ยังมีอิทธิพลอยู่บ้าง แม้จะไม่มากเท่าฉินกุ้ยเฟยและหวังอ๋องที่ร่วมมือกันก็ตาม
หากให้นางเลือกผู้ที่มีอำนาจและแรงหนุนมากที่สุดในตอนนี้ ก็คงจะเป็นฉินกุ้ยเฟยและหวังอ๋อง ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลที่ฮ่องเต้เลือกที่จะยกตำแหน่งหัวหน้าศาลต้าหลี่ให้ซ่งอวี้หาน เนื่องจากคนผู้นั้นลอยตัวเหนือสถานการณ์ ไม่ยืนฝั่งผู้ใด การยกคนเช่นนี้ให้มีอำนาจ ก็ช่วยคานอำนาจของคนฝั่งอื่นได้
“แต่พวกเจ้าก็รู้ว่าตระกูลที่หวังอ๋องหมายตาอยู่ตอนนี้ คือตระกูลใด”
ผู้ฟังอีกสองคนนิ่งเงียบไป ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวเข้าหากัน “ตระกูลเจียง”
ทั้งสามคนเอ่ยพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งโต๊ะจะตกอยู่ในความเงียบ หลังจากเสี่ยวเอ้อร์ยกอาหารวางลงบนโต๊ะของหลิงเสวี่ยเหยาแล้วเดินจากไป จู่ ๆ หญิงสาวผู้หนึ่งก็เซถลามาทางโต๊ะนางจนเกือบล้ม
โชคดีที่หลิงเสวี่ยเหยารับตัวไว้ทัน ร่างเล็กที่ถูกโอบเอวชะงัก ก่อนจะตกใจ แล้วรีบผละออกจากบุรุษแปลกหน้า
ร่างสูงโปร่งมองใบหน้าหญิงสาวอย่างชั่งใจ แม้จะแต่งกายด้วยชุดชาวบ้าน แต่ใบหน้ากลับใสกระจ่าง ผิวพรรณอวบอิ่ม ดูคล้ายจะเป็นลูกคุณหนูมากกว่าเป็นเพียงสาวชาวบ้านธรรมดา
“ขออภัย ข้ารีบร้อนไม่ทันระวัง เกือบก่อเรื่องเสียแล้ว” น้ำเสียงนุ่มนวล ท่าทางในการยืนล้วนถูกฝึกมาอย่างดี
“แม่นางไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ย พลางเหลือบมองไปรอบ ๆ นางเห็นคนผู้หนึ่งอยู่ที่มุมเสา คล้ายจะแอบสะกดรอยตามคุณหนูผู้นี้มา “ผู้คนมากมาย สายตาหลายคู่กำลังจับจ้อง แม่นางโปรดระมัดระวังด้วย”
เมื่อได้ยินคำพูดของบุรุษแปลกหน้า หญิงสาวชะงักไป ดวงตาแฝงประกายบางอย่าง ร่างเล็กเดินเข้าใกล้ร่างสูง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาหวิว “คุณชาย ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ”
หลิงเสวี่ยเหยาตาเป็นประกาย หลังจากชั่งใจอยู่เพียงครู่ ก็แย้มยิ้ม “แม่นางเชิญนั่ง”
คุณหนูแปลกหน้ายกยิ้ม ก่อนจะเดินตรงไปนั่งฝั่งตรงข้าม ในมือนางถือของบางอย่างไว้ ดูเหมือนจะรู้ตัวว่าถูกคนสะกดรอยตาม เมื่อได้ยินคำพูดเตือน จึงจับสังเกตได้
ดูแล้วคงเป็นคนฉลาด กล้าหาญ ทั้งยังวางตัวเป็น สตรีเช่นนี้หายากนัก ไม่แน่ว่าอาจจะมีเล่ห์เหลี่ยมที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้
“แม่นางรอสักครู่ เมื่อข้าให้สัญญาณค่อยวิ่งหนีไป ข้าจะรั้งคนผู้นั้นไว้ให้ท่านเอง”