เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 10: พวกเราเองก็ลงไปร่วมแสดงกันเถอะ

👁️ 1 อ่าน
22px

          ลมวสันต์พัดกลิ่นของบุรุษตรงหน้าลอยมาปะทะจมูก กลิ่นไม้จันทร์หอมผสมสมุนไพรและควันธูปจางๆ ให้ความรู้สึกสงบแต่ก็อันตราย

            หมาป่าสีเงินลุกพรวด แยกเขี้ยวคำรามต่ำ เส้นขนลุกชันราวกับประกาศว่าบุรุษตรงหน้าเป็นศัตรู ทว่าซ่งอวี้หานกลับเพียงยกมุมปากอย่างเย็นชาและแฝงความท้าทายในคราวเดียว

            วางใจได้ ข้าไม่คิดจะพาเจ้าไปแล้ว” เขาเอ่ยกับสุนัขขนเงิน น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเหนือกว่าจากนั้นสายตาคมก็เลื่อนมาหยุดที่เด็กสาว “ส่วนเจ้า...แม่นางน้อย อย่าลืมข้อตกลง ถึงเวลาหากข้าต้องการ อย่าได้คิดปฏิเสธ”

            น้ำเสียงและแววตาเต็มไปด้วยนัยแฝง จนเซี่ยนซูรู้สึกราวกับอากาศรอบตัวเย็นยะเยือกชั่วขณะจนขนลุกชัน

            ต้องการ? อวี้หาน…เจ้าต้องการสิ่งใดจากแม่นางผู้นี้กันแน่?” เขาขมวดคิ้ว แต่แล้วความคิดบางอย่างก็แล่นวาบผ่านหัว ทำให้เขารีบยกมือปิดปาก ใบหน้าฉายแววตกใจ “อย่าบอกนะว่า...”

            พลังวิญญาณที่ข้าถ่ายให้ คงพอให้เจ้ากลับไปถึงโรงเตี๊ยมได้” ซ่งอวี้หานพูดขัด พลางสบดวงตาคู่สวยของนางอย่างไม่ลดละ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “อย่าตายเสียก่อนเล่า…ตัวเจ้ามีประโยชน์มากนัก”

            เซี่ยนซูชะงักงัน ราวกับถูกคำพูดนั้นตบหน้าด้วยความหยาบโลนปนเย็นชา เขาฝืนกลืนน้ำลายลงคอ ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปสบตาสหาย พลางคิดในใจว่า ถ้าเล่าเรื่องนี้ให้เวินอี้เซวียนฟัง อีกฝ่ายต้องหาว่าเขาเพี้ยนแน่ ๆ

            หลิงเสวี่ยเหยานิ่งงันไปชั่วขณะ เหตุใดบุรุษรูปงามเช่นนี้ถึงสามารถพ่นวาจาเช่นนั้นออกมาได้หน้าตาเฉย ดูจากสีหน้าของสหายข้างกายเขาแล้ว...คงเห็นพ้องกับนางเช่นกัน มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่ไม่ตระหนักถึงสิ่งที่ตนเพิ่งพูดออกมา

            ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามหรือย้อนความใด เงาร่างสูงก็เลือนหายไปจากสายตา ราวกับการมีอยู่ของเขาก่อนหน้าคือภาพลวง เป็นอีกครั้ง ที่นางอดชื่นชมวิชาตัวเบาของคนผู้นั้นในใจไม่ได้

            แม่นาง ข้าขออภัยแทนสหายผู้นั้นด้วย หากไม่รังเกียจ ให้ข้า...” คำพูดยังไม่ทันจบ เด็กสาวที่ดูอ่อนแอกลับช้อนหมาป่าสีเงินตัวใหญ่ขึ้นอุ้ม ก่อนจะหายไปในพริบตา ทิ้งให้เขายืนอ้าปากค้างอยู่กลางป่าอย่างไร้คำพูด

            แม่นางผู้นั้น…วิชาตัวเบาล้ำเลิศกว่าเขาเสียอีก เหตุใดวันนี้เขาถึงได้เจอแต่เรื่องประหลาดเช่นนี้กันนะ? คุณชายผู้มีชีวิตสุขสบายเช่นเขา ไม่ควรต้องมาพัวพันกับเหตุการณ์วุ่นวายและเข้าใจยากพวกนี้เลย

            หลังจากยืนบ่นในใจอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลอยตัวตามเส้นทางของสหายผู้คล่องแคล่วไป พลางครุ่นคิดว่าตนควรเล่าเรื่องพิสดารเหล่านี้ให้สหายอีกคนที่ไม่ได้มาด้วยฟังอย่างไร จึงจะดี…

 

            ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เงาร่างระหงเคลื่อนไหวว่องไวไปตามยอดไม้ ใช้เวลาเพียงไม่นาน ก็มาหยุดยืนอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่หน้าโรงเตี๊ยม ตรงเบื้องล่าง กำลังมีละครฉากใหญ่เกิดขึ้นพอดี

            แสงอาทิตย์ยามรุ่งดูอบอุ่น เสียงนกร้องฟังคล้ายบทสนทนา ขบวนรถม้าคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ท่ามกลางฝุ่นควันที่ลอยฟุ้ง เหล่ามือปราบในชุดสีครามกางเกงขาว เดินเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ บนอกเสื้อปักตราพยัคฆ์เป็นเครื่องหมายแห่งอำนาจ แววตาแต่ละคนเย็นชา ท่าทางมุ่งมั่นราวกับมาที่นี่เพื่อตัดสินคดีใหญ่

            เดิมทีมือปราบเหล่านี้ประจำการอยู่ในเมืองหลวง การจะเดินทางมาถึงเมืองเซวี่ยเหอต้องใช้เวลาเป็นวัน แต่การที่พวกเขาปรากฏตัวในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามหลังเกิดเหตุ…มีเพียงคำอธิบายเดียว คือ มีผู้วางแผนล่วงหน้า และสั่งให้พวกเขามารอที่นี่อยู่แล้ว

            เหอซินมามา! ท่าน…ท่านไปไหนมาเจ้าคะ? คุณหนู…คุณหนูของข้า ฮึก…” ไป๋อวี๋โผเข้ากอดขาของเหอซินมามา ร่างทั้งร่างสั่นเทา เสียงสะอื้นติดขัด

            ไป๋อวี๋ เจ้าลุกขึ้น” เหอซินมามากดเสียงต่ำแต่แฝงความเร่งร้อน “ข้าตามคนมาช่วยแล้ว…บอกข้ามา เกิดเหตุอันใดขึ้น?” ดวงตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย ขณะมุมปากกระตุกยิ้มบาง ราวกับกำลังพอใจกับบางสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

            แม่นาง พวกเรามาจากเมืองหลวง เดิมทีจะเดินทางไปทำภารกิจที่เมืองเซวี่ยเหอ ระหว่างทางเจอมามาท่านนี้ร้องขอความช่วยเหลือ บอกว่าโจรป่าลักพาตัวคุณหนูจวนจินหนิงโหวไป ใช่หรือไม่?” มือปราบท่านนั้นจงใจเอ่ยเสียงดังและชัดถ้อยชัดคำ ราวกับกลัวว่าผู้ใดในละแวกนี้จะฟังไม่เข้าใจ

            คำพูดนั้นดังพอให้เหล่าผู้พเนจรและชาวบ้านที่เพิ่งกลับจากการหลบหนีเงยหน้ามองกันเป็นตาเดียว เสียงซุบซิบเริ่มดังระงม หลายคนจับใจความได้แล้วก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์

            หลิงเสวี่ยเหยานั่งเอนหลังบนกิ่งไม้สูง ลูบหมาป่าขนเงินที่นอนบนตักด้วยท่าทีสบายใจ ราวกับนั่งชมละครฉากใหญ่ที่มีคนจัดเตรียมไว้เพื่อต้อนรับนางโดยเฉพาะ

            ไป๋อวี๋เล่าเรื่องราว ได้อย่างราบรื่น ชัดเจนทุกถ้อยคำ ถูกต้องตามสิ่งที่นางได้พบเจอเมื่อคืนทุกอย่าง ทว่าทุกถ้อยคำกลับยิ่งตอกย้ำความผิดพลาดของคนเป็นนาย เหอซินมามายืนฟังอยู่ไม่ไกล แววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ

            ตายแล้ว!! คุณหนูของบ่าว...” เหอซินมามายกมือทาบอก ท่าทางแสร้งตกใจ ก่อนจะถีบไป๋อวี๋ให้ล้มลงกับพื้น “เจ้าดูแลคุณหนูอย่างไร ถึงปล่อยให้โจรป่าจับไปได้ เช่นนี้...ต่อให้คุณหนูกลับมาได้ ก็คง...”

            คำพูดถูกปล่อยค้างไว้ แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอให้ฝูงชนตีความกันไปไกล

            มามาคนนี้แสดงละครได้ห่วยเกินไป บีบน้ำตาอย่างไรให้ไร้ซึ่งหยดน้ำตาแม้เพียงหยดเดียว ราวกับละครฉากนี้ถูกปั้นขึ้นเพียงเพื่อทำลายชื่อเสียงของนางก็ไม่ปาน

            เป็นที่รู้กันดีว่าบุตรีผู้ใดถูกโจรป่าลักพาตัวไป หากแม้นมีชีวิตรอดกลับมา ก็ยากที่จะรักษาความบริสุทธิ์ไว้ได้ การหวังจะได้แต่งเข้าตระกูลสูงศักดิ์ยิ่งเป็นเพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ

            ดูท่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังละครตลกร้ายนี้ คงปรารถนาจะบดขยี้ชื่อเสียงของนางให้ป่นปี้ หากเป็นหานชิงหรูคนเดิมคงยากที่จะรอดพ้นข้อกล่าวหา

            แต่นางไม่ใช่...

            นางคือหลิงเสวี่ยเหยา หนึ่งในเจ้าสำนักบำเพ็ญเซียนมีชื่อ จะยอมให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร

            อาเซ่า...พวกเราเองก็ลงไปร่วมแสดงกันเถอะ” สิ้นเสียงนุ่ม หมาป่าขนเงินก็เงยหน้าขึ้นเห่ารับราวกับเข้าใจถ้อยคำ

            ฉากพร้อม...คนดูก็พร้อมแล้ว เหลือเพียงนักแสดงหลักอย่างนางเพียงเท่านั้น

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!