เรือนชิงหลันในยามโหย่วนั้นสงบเงียบ ลมเย็นพัดผ่านกิ่งไม้ กระทบกระดิ่งลู่ลม จนเกิดเสียงไพเราะราวท่วงทำนอง กลิ่นหอมเย็นของดอกมะลิอบอวลไปทั่วเรือน
หลิงเสวี่ยเหยานั่งอยู่บนตั่งคอยลูบหัวสุนัขขนฟู หมาป่าตัวนี้เมื่อคลายความระแวดระวังกลับทำตัวเกาะติดนาง ทั้งยังรู้จักออดอ้อนอย่างน่าเอ็นดู
“อาเซ่า ดูเหมือนอาการเจ้าจะดีขึ้นมากแล้ว อีกไม่นานคงฟื้นพลังกลับมาได้” เสียงนุ่มละมุนของนาง ทำเอาใจของมันสั่นวูบอย่างไม่รู้ตัว “เมื่อพลังเจ้ากลับมา คงสามารถกลับร่างเดิมของตนได้ เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าควรกลับเผ่าของตนไปเสีย”
สุนัขตัวใหญ่ลุกพรวด กระโดดลงพื้น ยืนจ้องหน้านางอย่างไม่พอใจ มันเห่าเสียงดังฟังคล้ายจะบ่นปนน้อยใจ
“เหตุใดเจ้าถึงได้คิดจะอยู่ในเมืองหลวงต่อเล่า มันอันตราย” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยเสียงแข็ง แม้กฎหมายจะไม่ทำร้ายเผ่าหมอกลวงตา แต่การที่เขาเข้าเมืองหลวงมาแบบลับ ๆ โดยไม่แจ้งหากถูกพบ จะเท่ากับฝ่าฝืนกฎ
สัตว์เวทย์ร้องเจื้อยแจ้ว เล่าเรื่องของตนคร่าวๆ ฟังแล้วก็ชวนเวียนหัว หลิงเสวี่ยเหยานวดขมับของตนเอง ก่อนจะเอ่ยต่อ “ตามหาน้องสาว? เจ้าแน่ใจหรือ ว่านางอยู่ในเมืองหลวง”
อาเซ่าพยักหน้ารัว ๆ ขณะที่กำลังจะเดินมาคายบางสิ่งให้นางดู กลับต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นเสียก่อน มันถอนหายใจอย่างหน่าย ๆ แล้วเดินตรงไปนอนที่มุมห้องอย่างรู้งาน
“คุณหนูเจ้าคะ คุณชายใหญ่มาแล้วเจ้าค่ะ” ไป๋อวี๋วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดหายใจที่หน้าประตู สีหน้าของหานอี้เฉินเมื่อครู่น่ากลัวนัก หากคุณหนูของนางออกไปช้า เกรงว่าจะโดนทำโทษเอาได้
“เข้าใจแล้ว” หลิงเสวี่ยเหยาเหลือบมองสุนัขหมาป่าก่อนจะพูดเสียงเบา “เรื่องของเจ้า เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง”
บริเวณสวนหน้าเรือนชิงหลัน เต็มไปด้วยต้นมะลิที่ส่งกลิ่นหอม ชวนให้ใจสงบ ร่างสูงโปร่งของพี่ชายยืนอยู่ในเงามืด ไม่ไกลนักมีบ่าวรับใช้วิ่งมาส่งโคมไฟให้เขา ก่อนจะรีบเดินออกไป
หลิงเสวี่ยเหยาเดินตรงมาหยุดยืนด้านหลังคนตัวสูง ส่งสายตาให้ไป๋อวี้หลบไปก่อน สาวใช้ไม่รอช้า ส่งโคมไฟให้นางถือ ก่อนจะรีบหลบเข้าเรือนไป
บริเวณสวนจึงเหลือเพียงนางและพี่ชายเพียงสองคน หลิงเสวี่ยเหยาแย้มยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม “ท่านพี่”
หานอี้เฉินชะงักไปชั่วครู่ มือที่ถือโคมไฟกำแน่น ก่อนที่เขาจะหันมาประจันหน้าน้องสาวที่ตอนนี้ไม่ได้สวมผ้าโปร่งคลุมใบหน้าอีกแล้ว
ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวคล้ายอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าที่ละหม้ายคล้ายมารดาในความทรงจำ ก่อนจะกลับมานิ่งเฉยเช่นเดิม
“เหตุใดเจ้าจึงรับปากท่านย่าเช่นนั้น” เสียงทุ้มเอ่ยเสียงแข็ง ใบหน้าแฝงความไม่พอใจฉาบทับ หากนางไม่ได้ผ่านโลกมามากคงจะไม่เข้าใจการกระทำเช่นนี้
“ท่านพี่หมายถึงสิ่งใดเจ้าคะ” ใบหน้าสวยแย้มยิ้ม ทั้งยังเอียงคอเล็กน้อย แม้จะน่ารักแต่ก็ดูน่าหมั่นไส้อยู่ในที
“เจ้ารู้ว่าข้าต้องการพูดสิ่งใด” ผู้เป็นพี่ไม่หลงกล ยังคงยืนยันคำเดิม ว่าเขาต้องการคำตอบจากเรื่องก่อนหน้า
หลิงเสวี่ยเหยาไม่ตอบ หันไปมองต้นมะลิข้างกาย ก่อนจะเอ่ย ”บางเรื่อง หากท่านไม่พูด ผู้อื่นจะรู้ได้เช่นไร”
หานอี้เฉินมองน้องสาวที่ยื่นมือไปจับดอกมะลิ แล้วก้มลงไปสูดดมกลิ่นหอม ดวงตาที่แข็งกร้าวอ่อนยวบจนเขาต้องเบนสายตา ความรู้สึกบางอย่างพลันก่อขึ้นในใจ “หากเป็นเจ้าเมื่อก่อนคงไม่รู้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่”
หลิงเสวี่ยเหยาหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหันมามองพี่ชายของตน “อา นั่นสินะ ตัวข้าเองหลังจากประสบความยากลำบากมาห้าปี ก็ไม่อาจมองสิ่งใดเช่นเดิมได้อีก”
หานอี้เฉินใจกระตุกเมื่อได้ยินคำว่า ยากลำบาก แม้เขาจะทำเป็นนิ่ง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์ ที่หลิงเสวี่ยเหยาอ่านออก
“การแต่งงานล้วนต้องให้บิดามารดา และแม่สื่อจัดการ ตัวข้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอ จะทำสิ่งใดได้” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มเศร้า ใบหน้าหม่นลงเพียงนิด
“หากเป็นเจ้าในอดีต ก็ควรจักตอบโต้กลับไป...” หานอี้เฉินเอ่ยไม่ทันจบประโยชน์ก็กลืนสิ่งที่จะพูดต่อลงคอ
หลิงเสวี่ยเหยาเหลือบมองคนข้างกายที่นิ่งไป รับรู้ความคิดของอีกฝ่ายได้เล็กน้อย “เห็นหรือไม่ ท่านพี่เองก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าสิ่งที่ตัวข้าทำในอดีต เป็นการดันทุรังทำให้ตนเองเดือดร้อน”
ผู้เป็นพี่ไม่พูดสิ่งใด ได้แต่เงยหน้ามองดวงจันทร์ที่สุกสกาวอยู่บนท้องฟ้า ทั้งคู่เงียบไปชั่วขณะ ราวกับตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง ก่อนที่ความเงียบจะถูกทำลายโดยเสียงทุ้มต่ำ “เจ้าเปลี่ยนไปมาก”
หลิงเสวี่ยเหยากระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอ่ยตอบ “ท่านพี่เองก็เปลี่ยนไปมากนะเจ้าคะ หากเป็นอดีต ท่านคงไม่แม้แต่จะมาพบหน้าข้า”
หานอี้เฉินลดสายตาลง ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้น ก่อนที่เขาจะถอนหายใจ “เจ้าโตขึ้นมาก”
ร่างสูงโปร่งยืนนิ่ง หันมองน้องสาวที่ตอนนี้สูงประมาณอกของเขาแล้ว เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน น้องสาวผู้นี้ เดิมทีสูงไม่ถึงเอวเขาด้วยซ้ำ
“ข้ารู้ว่าในอดีตท่าทีของท่านเป็นการทำเพื่อข้า” คำพูดของหลิงเสวี่ยเหยาทำเอาคนฟังชะงักไป หัวใจเขาเต้นระรัว รอฟังประโยคถัดไปอย่างตั้งใจ “ท่านรู้สิ่งใดที่ข้าไม่รู้ใช่หรือไม่”
คำถามของผู้เป็นน้องทำเอาพี่ชายพูดไม่ออก สิ่งที่เขาอยากจะพูดอยากจะบอกนั้นล้นทะลักออกมา ราวกับสิ่งที่เก็บเอาไว้ ถูกกระตุ้นให้ดันออกมาจนหมด
แต่สุดท้ายกลับเลือกพูดเพียง “ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องเป็นกังวล”
หลิงเสวี่ยเหยาเหลือบมองร่างสูง ใบหน้าของเขาเรียบเฉย แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์
แม้ไม่พูดแต่นางก็พอรู้ หานอี้เฉินเมินน้องสาว เพื่อปกป้อง มิใช่เพราะใจดำ ตัวนางเองผ่านยุทธภพ พบเจอเรื่องมากมาย ประสบการณ์เหล่านั้นสั่งสมมาทำให้นางสามารถมองอะไรได้มากกว่าคนทั่วไป
ต่างกับคุณหนูในห้องหออย่างหานชิงหรู เด็กสาวที่ไม่เคยได้พบเจอโลกกว้างใหญ่ นางคงดูไม่ออกว่าท่าทีของพี่ชายเป็นเพียงการแสดง
“ท่านพี่เคยได้ยินหรือไม่เจ้าคะ ว่าความลับไม่มีในโลก” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยพลางสบตากับผู้เป็นพี่ “สุดท้ายแล้วความจริงก็จะเปิดเผย ท่านพี่...อย่าเพิ่งถอดใจนะเจ้าคะ”
หานอี้เฉินสบตากับน้องสาว หัวใจกระสับกระส่าย ชั่วขณะที่สมองโล่ง เขาคิดสิ่งใดไม่ออก สุดท้ายจึงถอดเสื้อคลุมของตนสวมให้คนตรงหน้า
“อากาศเย็นมาก เจ้ากลับไปพักเถอะ” ไม่พูดเปล่า ตัวเขาเองก็เดินไปหาฉางซี ก่อนจะออกจากเรือนชิงหลันไป
หลิงเสวี่ยเหยายกมือข้างที่ว่างจับเสื้อคลุมตัวใหญ่ กลิ่นโลหะจาง ๆ ผสมกับกลิ่นดิน ชวนให้ใจสงบลงอย่างประหลาด เดิมทีนางไม่เคยมีพี่ชาย การมีคนคอยดูแลเช่นนี้ กลับทำให้นางรู้สึกประหลาดในใจ
ครอบครัว คำนี้ ทำเอานางอดคิดถึงคนผู้หนึ่งและศิษย์สายตรงของนางไม่ได้ หยางเซียวหลง ไม่รู้ว่าตอนนี้จะยอมถอดใจได้หรือยัง ในเมืองหลวงไร้ซึ่งต้นหงส์ม่วง เด็กคนนั้น ไม่อาจหานางเจอได้