เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 6: จิ้งจอกน้อยนั่นกำลังเล่นละคร

👁️ 3 อ่าน
22px

            ชั้นสองของโรงเตี๊ยมถูกจัดไว้สำหรับแขกระดับสูง ทั้งขุนนางและผู้บำเพ็ญเซียน ด้านในสุดยังมีห้องรับรองลับที่ใช้พูดคุยเรื่องสำคัญโดยไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้

            หลังจากนำทางแขกคนสำคัญมาส่งถึงห้อง หลงจู๊ก็รีบสาวเท้าออกไป ปล่อยให้ภายในเหลือเพียงบุรุษสองคน

            นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ามาเมืองเซวี่ยเหอ ไม่นึกเลยว่าจะมีโรงเตี๊ยมหรูหราเช่นนี้อยู่นอกเมืองหลวงด้วย” คุณชายในอาภรณ์สีขาวครีมเอ่ยพลางรินชาใส่ถ้วย เสียงน้ำไหลรินตกกระทบใสแจ๋วดังคลอ ก่อนที่เขาจะวางพัดลงข้างตัวและยกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปาก เพียงชิมไปหนึ่งอึก มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย “แต่รสชาติ…ยังห่างไกลจากหอหลิงจู๋ของข้า”

            เซี่ยนซู ข้าพาเจ้ามาเพราะอี้เซวียนไม่ว่าง” ซ่งอวี้หานเอ่ยเสียงเรียบ นิ้วเรียวยังกดขอบถ้วยชา วนรอบไปมาจนเกิดเสียงหวีดต่ำ คล้ายเสียงเครื่องสาย ไม่ดังจนแสบหู แต่แฝงความเย็นเยียบที่แผ่วกระจายทั่วห้อง “เจ้าพูดเองว่าจะไม่สร้างปัญหา”

            เซี่ยนซูรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ตัวเขาแค่พูดพร่ำกลบบรรยากาศเงียบเชียบ เหตุไฉนคนตรงหน้าถึงตีความว่าเขาสร้างปัญหาได้

            ข้าแค่แสดงความเห็น เหตุใดเจ้าพูดราวกับว่าข้าสร้างปัญหาให้เจ้า? จริงสิ ไหนล่ะเรื่องสนุกที่เจ้าว่า?” เซี่ยนซูเบ้ปาก เดินไปแหวกม่านตรงหน้าต่าง เหลือบมองขบวนรถม้าขนาดใหญ่ด้านล่างก่อนจะขมวดคิ้ว

            ขบวนของผู้ใดกัน ถึงได้ยกโขยงกันมามากมายเพียงนี้?” เขากวาดตามองไปรอบ ๆ จนกระทั่งสายตาสะดุดที่สตรีสวมผ้าโปร่งผู้หนึ่งที่กำลังก้าวเข้าโรงเตี๊ยม ราวกับนางรู้ว่ามีคนจ้องมองจึงเงยหน้าขึ้นมาสบตา ทำให้เขาต้องชะงักถอยกลับมานั่งที่เดิม

            อวี้หาน…ข้าว่าเรื่องสนุกของเจ้าคงเกี่ยวกับคุณหนูผู้นั้นใช่หรือไม่?” เขาหยุดชั่วขณะ ราวกับหาคำมาอธิบายไม่ถูก “เมื่อครู่ ตอนสบตากับนาง…จะว่าเป็นความน่ากลัวก็ไม่ใช่ จะบอกว่าขนลุกก็ไม่เชิง” “เหลวไหล” ซ่งอวี้หานเอ่ยสั้น ๆ ก่อนเหวี่ยงถ้วยชาไปทางประตู

          เพล้ง!

            เสียงกระแทกดังลั่น เศษถ้วยแตกกระจายเฉียดใบหน้าของเสี่ยวเอ้อร์ที่เพิ่งยกน้ำชาเข้ามาเพียงคืบ เด็กหนุ่มหน้าซีดเผือด ทรุดฮวบลงกับพื้น ถาดในมือร่วงกระแทกดังเคร้งท่านกั๋วกง โปรดอภัยด้วย” เสียงเขาสั่นพร่า หมอบต่ำลงกับพื้น ทั้งตัวสั่นงกๆ

            ซ่งอวี้หานปรายตามองอย่างเย็นชา “ไสหัวไป” เพียงคำเดียว ทำเอาอีกฝ่ายคลานถอยไปโดยไม่เหลียวหลัง

            เซี่ยนซูส่ายหัวเบา ๆ สหายคนนี้ของเขา แม้จะพูดมากกว่าเวินอี้เซวียน แต่เรื่องความไร้ปรานี…ไม่เคยเป็นรองใคร หากให้เขาเปรียบเทียบสหายทั้งสองคนของเขา เวินอี้เซวียนคล้ายเทพเจ้าสูงส่งที่เย็นชาไร้หัวใจ ส่วนซ่งอวี้หาน...กลับเหมือนปีศาจที่ดูทั้งอันตราย และน่าหลงใหล เขาเปรียบเช่นนี้ใช่ว่าเขาจะคิดขึ้นมาเองหากแต่เป็นคำกล่าวของสตรีผู้ที่ได้พบเห็นหน้าสหายทั้งสองของเขาแล้ว

 

            ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง จนเซี่ยนซูเริ่มอึดอัด สหายของเขาสองคน ต่างก็เป็นพวกปิดปากเงียบ ส่วนเขากลับหยุดพูดไม่เป็น ไม่นานจึงคิดจะเอ่ยอะไรสักคำคลายบรรยากาศ แต่ยังไม่ทันได้อ้าปาก มุมปากของซ่งอวี้หานกลับกระตุกยิ้มน่าขนลุก

            ฉับพลัน แสงเย็นวาบสะท้อนขึ้นตรงหน้า ปลายกระบี่ยาวเฉียดปลายจมูกเขาไปเพียงคืบ เดิมทีเส้นทางของมันควรพุ่งเจาะคอสหายที่นั่งเงียบอยู่ฝั่งตรงข้าม ทว่ากลับถูกพัดสีดำยันไว้ ทั้งยังเปลี่ยนทิศกระบี่ได้อย่างง่ายดาย

            ซ่งอวี้หานยกถ้วยชาขึ้นจิบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มืออีกข้างยังคงยันคมดาบไว้ด้วยท่าทีสบาย ๆ ในขณะที่เซี่ยนซูถอยกรู นึกก่นด่าในใจ นี่สินะเรื่องสนุกที่ว่า คงไม่พ้นพวกนักฆ่าหน้าโง่ที่กล้าบุกมาลองดี

            เสียงไม้หน้าต่างและประตูถูกกระแทกจนพัง ชายชุดดำหลายร่างพุ่งเข้ามาในห้องราวเงามืดที่มีชีวิต “เรื่องสนุกของเจ้า ช่างไร้รสนิยมสิ้นดี” เซี่ยนซูสบถ พลางเหวี่ยงพัดกระดูกทองขาวปัดคมกระบี่ที่ฟาดเข้าใส่ราวสายฝน

            เขาต้องถอยแล้วรับมืออย่างยากลำบาก ขณะที่สหายของเขากลับก้าวเพียงครึ่งย่าง นักฆ่าก็ร่วงไปแล้วอีกสองสามศพ พัดอสรพิษสีนิลในมือซ่งอวี้หานเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต เงาดำพาดวูบไปตามทิศทางที่มีแรงเหวี่ยง ผ่านตรงไหน เลือดก็สาดตรงนั้น

            มุมปากเขาแต้มยิ้มเย็น ดวงตาสีเข้มลึกกลับทอประกายไอสังหาร ดูคล้ายเด็กที่กำลังสนุกกับของเล่นชิ้นโปรด เซี่ยนซูรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง โชคดีเหลือเกิน…ที่เขาไม่ใช่ศัตรูของกั๋วกงผู้นี้

            ห้องรับรองที่เคยเงียบสงัด บัดนี้เต็มไปด้วยซากศพ เลือดไหลนองจนพื้นลื่น เพียงไม่กี่ก้านธูปต่อมา นักฆ่ากลุ่มใหญ่ก็กลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ ซ่งอวี้หานใช้พัดเช็ดเลือดกับแขนเสื้อของเซี่ยนซู ในขณะที่เจ้าตัวกำลังปัดคราบเลือดบนตัวออก

            อวี้หาน! หยุดนะ เจ้ารู้หรือไม่ อาภรณ์ตัวนี้หายากเพียงใด ข้าสั่งคนไปเก็บไหมสัตว์วิเศษจากเมืองไป๋ฮวามาสั่งทำเชียวนะ!”

            เซี่ยนซูรีบปัดมือสหายจิตวิปลาสออก แต่ไม่ทันการณ์ แขนเสื้อเขาเต็มไปด้วยรอยเลือด กลิ่นคาวฉุนทำให้เขาเวียนหัวจนแทบเป็นลม เขาเกลียดการต่อสู้นัก แต่สหายทั้งสองของเขากลับมองมันเสมือนงานรื่นเริง

            คนทำผิดไม่แม้แต่เหลียวมอง เขาเดินออกจากห้องไปช้า ๆ สายตากวาดสำรวจรอบตัว…ก่อนจะไปสะดุดกับบางสิ่ง

            วันนี้ หลังจากละครฉากแรกเพิ่งปิดม่าน เห็นทีจะมีฉากต่อไปให้เขาได้นั่งดู เพียงแต่คราวนี้ เขาไม่ใช่นักแสดง

            ดวงตาเรียวยาวสีเข้มจ้องไปยังห้องพักฝั่งตรงข้าม เขาเห็นสาวใช้นางหนึ่งถือถาดอาหารเข้าไปด้วยรอยยิ้ม โดยไม่ทันสังเกตเลยว่า เดิมทีหน้าห้องควรมีบ่าวอีกสองคนยืนเฝ้าอยู่

            เมื่อประตูเปิดกว้าง เขาเห็นแม่นางน้อยคนหนึ่งนั่งเท้าคาง เหม่อมองออกนอกหน้าต่าง แวบหนึ่ง…คล้ายเห็นพลังบางอย่างแผ่ซ่านออกมา ทว่ากลับเลือนหายราวไม่เคยมีอยู่

            คุณหนูผู้นั้น ที่ข้าบอกเจ้าก่อนหน้าไง ตอนสบตากับนาง ข้ารู้สึกประหลาด…อย่างบอกไม่ถูก” เซี่ยนซูว่า พลางใช้ปลายเท้าเขี่ยศพให้พ้นทาง สายตาก็เหลือบมองไปรอบๆ รวมทั้งชะเง้อมองลงไปด้านล่าง “แล้วนี่ ลูกค้าหายไปไหนหมด? เหตุใดชั้นล่างที่ควรครึกครื้นถึงว่างเปล่าเช่นนี้…”

            พูดไม่ทันจบ สหายของเขาก็พุ่งเข้ามาอุดปาก แล้วลากเขาหายวับไปในเงามืดด้วยวิชาตัวเบา

            เซี่ยนซูบ่นอู้อี้อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะขมวดคิ้ว เมื่อหันไปมองห้องพักฝั่งตรงข้ามที่มีสาวงามอยู่ เขาเห็นชายชุดดำกลุ่มหนึ่งโผล่มาที่หน้าประตู เจาะรูผนังบางแล้วเป่าควันสีขุ่นบางเบาเข้าไปภายใน

            ไม่นานนัก ร่างอรชรก็โผล่ออกมา ใบหน้าซีดเซียวไร้โลหิต นางใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักบานประตูออก เหมือนจะเอ่ยขอความช่วยเหลือ ทว่ากลับถูกชายชุดดำอีกคนซัดเข้าที่ท้ายทอยจนหมดสติ

            คนกลุ่มนั้นอุ้มนางออกทางหน้าต่างอย่างง่ายดาย ราวกำลังเก็บสิ่งของจากข้างทางติดมือกลับไป ซ่งอวี้หานปล่อยมือจากปากเขา เซี่ยนซูพลันถลันออก คิดจะไล่ตามไปช่วย ทว่าก้าวยังไม่พ้น เสียงทุ้มเย็นของสหายก็ดังขึ้นขัดเสียก่อน

            คิดจะทำตัวเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงาม ก็ดูสถานการณ์ให้รอบคอบก่อน” ซ่งอวี้หานกอดอก เอนหลังพิงผนังอย่างเกียจคร้าน ทว่าดวงตากลับคล้ายอ่านเกมทั้งหมดได้ทะลุปรุโปร่ง มุมปากยกเพียงน้อยราวกับกำลังรอชมละครที่น่าสนุก

            หมายความว่าอย่างไร อวี้หาน? ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้” เซี่ยนซูขมวดคิ้ว แม้รู้ดีว่าสหายคนนี้อำมหิตเพียงใด แต่กับคุณหนูอ่อนแอ…อย่างน้อยก็ควรยื่นมือช่วย นั่นคือสิ่งที่คุณชายอย่างพวกเขาควรกระทำ

            อีกอย่าง นางไม่ใช่ผู้อ่อนแอธรรมดา หากแต่เป็นสาวงามล่มเมืองแท้ ๆ แม้ใบหน้าจะถูกผ้าโปร่งคลุมไว้ แต่เขาก็มองออกว่าใบหน้าใต้ผ้าโปร่งนั้นต้องงดงามเพียงใด คนผู้นี้กลับไม่คิดจะรักหยกถนอมบุปผาเลยสักนิด น่าผิดหวังสิ้นดี

            ซ่งอวี้หานคล้ายอ่านความคิดของสหายที่กำลังทำหน้าบูดบึ้งออก ตัวเขากระตุกยิ้ม นานแล้วที่เขาไม่ได้เห็นอะไรสนุกๆ เช่นนี้

            หึ หากเจ้ายื่นมือไป มิใช่ช่วยนาง แต่จะขัดขวางนางเสียมากกว่า” แสงจันทร์ลอดหน้าต่างทาบลงบนใบหน้าซ่งอวี้หาน ขับให้โครงหน้างดงามดูสูงส่งราวภาพวาดเทพเซียน พัดอสรพิษสีนิลถูกยกขึ้นบังริมฝีปากบาง

            จิ้งจอกน้อยนั่นกำลังเล่นละคร แถมเขียนบทเอง เจ้าไม่เห็นหรือ” พูดจบก็เว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบด้วยใบหน้าเฉยชา

            ช่างโง่งมเสียจริง” เขาจิ๊ปากเบา ๆ แล้วเดินทอดน่องลงบันได มือขวาควงพัดอย่างสำราญจนน่าหมั่นไส้ คนที่โดนว่าถึงกับมึนไปชั่วครู่ จู่ๆ เหตุใดคนที่โดนว่าถึงกลายเป็นเขาเสียได้

            เจ้าว่าข้าโง่รึ อวี้หาน! กลับมาเดี๋ยวนี้นะ” เซี่ยนซูผู้โง่เขลารีบวิ่งตามสหายแสนฉลาดของเขาไป พลางเอ่ยต่อ “เจ้าคิดว่าเจ้าฉลาดนัก...ก็ใช่ ข้าไม่เถียง แต่เจ้าจะมาบอกว่าข้าโง่ไม่ได้ อวี้หาน! ฟังอยู่หรือไม่...”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!