หนึ่งหมาป่า หนึ่งมนุษย์ จ้องกันนิ่งคล้ายประเมินคู่ต่อสู้ ก่อนที่เสียงนุ่มของนางจะทำลายความเงียบ “ข้ารู้…เจ้าไม่ใช่สุนัขหมาป่าธรรมดา แต่เป็นคนของเผ่าหมอกลวงตา”
ได้ยินเช่นนั้นดวงตาสีทองยิ่งแข็งกร้าวขึ้น เขี้ยวขาวขู่คำรามต่ำ หมายจะโจนเข้าใส่ แต่เพียงก้าวแรกแรงก็หายไปจากขา ทิ้งเพียงลมหายใจหอบถี่และความอับแสงในแววตาที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกจองจำและพิษยาที่กัดกินพลังมานานเกินทน
ไม่คาดคิดเลย…ว่าสตรีนางนี้จะรู้วิธีแก้พิษยานิทราสลายหมอก พิษที่เขาเชื่อมาตลอดว่าไม่มีผู้ใดแก้ได้
“กลีบดอกหงส์ม่วง แก้ได้ทุกพิษ เจ้าคงเคยได้ยินจากปากผู้นำเผ่าของเจ้า” ร่างระหงเอ่ยเรียบ ๆ ก่อนลุกขึ้นปัดฝุ่นจากชายอาภรณ์ เงยหน้ามองแสงจันทร์ส่องที่ลอดผ่านยอดไม้ ลมกลางป่าพัดเอื่อย เย็นสงบ…ตรงข้ามกับบทละครที่นางตั้งใจไว้ก่อนหน้า ซึ่งตอนนี้พังไม่เหลือเค้า
“เจ้าจะไปตอนนี้ก็ได้” นางปรายตามอง ดวงตาสองคู่สบกันในความมืด “แต่หากไปทั้งที่ยังอ่อนแรง…อีกไม่นานเจ้าก็จะตกอยู่ในมือพวกมันอีกครั้ง”
คำพูดสุดท้ายทำให้สัตว์ร้ายชะงัก เขี้ยวที่เคยยกขึ้นขู่ค่อย ๆ หุบลง ดวงตาสีทองสะท้อนความลังเล วูบหนึ่งคล้ายจะหม่นลง ราวกับกำลังชั่งใจระหว่างความดื้อดึงกับโอกาสรอดของตน
“ทางนั้น!!” เสียงคุ้นหูแว่วมาแต่ไกล ทำให้ร่างบางชะงักกึก ดวงตาหงส์คู่สวยเบิกกว้าง กลิ่นและพลังคุ้นเคยชัดเจนเกินกว่าจะผิดคน
หลิงเสวี่ยเหยารีบคว้าตัวสุนัขหมาป่าแล้วพุ่งหลบไปในเงามืด ทว่าเจ้าสัตว์ร้ายที่ยังไม่ไว้ใจกลับงับไหล่ขวาของนางเข้าอย่างจัง เขี้ยวแหลมฝังลึกจนโลหิตอุ่นไหลซึม นางกลับไม่ร้องสักแอะ เพียงกดข่มความเจ็บไว้ในแววตาที่ดูสงบนิ่ง จนทำให้สัตว์ร้ายต้องชะงัก มันรู้สึกผิดในอก จึงเงียบเสียงขู่ลง แล้วตั้งใจเงี่ยหูฟังฝีเท้าผู้มาใหม่แทน
เสียงย่ำเบาเข้าใกล้มาเรื่อยๆ กลิ่นอันคุ้นเคยในความทรงจำนั้นถูกพัดมาพร้อมสายลมยามค่ำคืน หลิงเสวี่ยเหยากอดหมาป่าไว้แน่น มือแตะกำไลที่ได้มาจากหลัวอวิ๋นชิง แสงเรืองอ่อนซึมผ่านผิว ก่อนจะแผ่เป็นเกราะล้อมรอบเพื่อปิดซ่อนลมหายใจและตัวตน
“อาจารย์!! อาจารย์!! ท่านอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่!” เสียงสั่นเครือที่เอ่ยเรียกเปี่ยมด้วยความหวัง เด็กหนุ่มในอาภรณ์ม่วงเข้มกวาดสายตามองรอบป่า ใบหน้าซีดเซียว แฝงความอิดโรยและเศร้าหมองอย่างปิดไม่มิด
“หยางเซียวหลง! เจ้ามาทำบ้าอะไรในเขตของข้า!” เสียงแหลมคมของสตรีดังแทรกกลางความเงียบ ลมเย็นพัดชายกระโปรงสีขาวเงินที่ปักลายดอกเหมยแดงเข้มให้สะบัด ผมดำขลับสยายลงกลางหลัง แซมเปียเล็ก ๆ ที่ไหวไปตามแรงก้าว
หลิวหนิงซิน เถ้าแก่ตัวจริงของโรงเตี๊ยมซิวซวี่ และศิษย์ที่ผู้นำเผ่าเนตรเงาฝากให้หลิงเสวี่ยเหยาดูแล ก้าวพรวดเข้ามา กระบี่สลักลายดอกเหมยในมือวาววับ ปลายกระบี่เย็นเฉียบชี้เข้าตรงลำคอเด็กหนุ่มที่ไม่แม้แต่จะปรายตามอง
“เจ้ามันบ้าไปแล้ว! อาจารย์อาไม่อยู่แล้ว เจ้าจะหลอกตัวเองไปทำไม!” คำพูดยังไม่ทันจบ ร่างเล็กกลับถูกแรงมหาศาลสะบัดปลิวไปกระแทกต้นไม้ด้านหลัง เสียงใบไม้ไหวดังสะท้อนในราตรี
หยางเซียวหลงกำคออีกฝ่ายแน่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยโทสะ เขายึดมั่นมาตลอด ว่าอาจารย์ของเขายังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าใครจะเอ่ยสิ่งใด เขาก็ไม่เคยฟัง
“อาจารย์ยังไม่ตาย…เจ้าเห็นหรือไม่” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นพร้อมชี้นิ้วขึ้นไปยังต้นหงส์ม่วงที่ยืนต้นสง่างาม ดอกสีม่วงบานสะพรั่งเหนือกิ่งกลีบหนึ่ง ร่วงหล่นแผ่วเบามากระทบใบหน้าเขา ส่งกลิ่นหอมอันคุ้นเคยมาพร้อมกับภาพความทรงจำที่ยังฝังลึกอยู่ในจิตใจ
ดวงตาดอกท้อสะท้อนคลื่นอารมณ์ไม่สิ้นสุด แส้ในมือถูกบีบแน่นจนเส้นเอ็นขึ้นเป็นสาย เด็กสาวตรงหน้ากลืนคำที่คิดจะพูด กลัวเพียงจะกระทบหัวใจอันดื้อรั้นของเขา
“ต้นหงส์ม่วงตอบรับเพียงเจ้าของเท่านั้น…ข้าไม่คิดเข้าพิธีรับตำแหน่ง ดังนั้น ผู้ที่ยังผูกพลังกับมัน คืออาจารย์ของข้า” เสียงที่เอ่ยปิดท้ายแผ่วลง มือที่บีบคอค่อย ๆ คลายออก เหลือเพียงความหนักแน่นในแววตา
“หนิงซิน…เจ้ารู้หรือไม่ เดิมที ข้าหลอกตัวเองว่าอาจารย์ยังอยู่ ข้ารู้ดีว่ามันเป็นเพียงความฝัน แต่...”
เสียงของเขาขาดห้วง ดวงตาแดงระเรื่อ “หลายวันก่อน…ต้นหงส์ม่วงทุกที่แห้งตายเพราะไร้เจ้าของ ผู้อาวุโสกดดันให้ข้าเข้าพิธีรับตำแหน่ง โดยไม่สนใจสภาพจิตใจของข้าแม้แต่น้อย”
เขากัดฟัน สูดลมหายใจ แต่เสียงยังสั่น “ในวันที่ข้าสิ้นหวังที่สุด…อาจารย์...” แววตาไหวระริก น้ำตาไหลลงบนใบหน้างามบริสุทธิ์ ยิ่งทำให้เขาดูน่าสงสารเกินห้ามใจ ทำเอาในใจของหลิงเสวี่ยเหยาบีบรัด เจ็บปวดไปกับคำพูดของศิษย์ที่ผูกพันกับนาง
เดิมทีนางเองก็อยากรู้ข่าวสารเกี่ยวกับเด็กคนนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะเจ็บปวดมากถึงเพียงนี้ ทั้งยังไม่อาจก้าวเดินไปข้างหน้าได้ จนนางเริ่มไม่แน่ใจนัก ว่าที่เขาเป็นแบบนี้ ใช่ความผิดของนางหรือไม่?
“อาจารย์…ราวกับต้องการปลอบใจข้าที่ปวดร้าว นำแสงแห่งความหวังครั้งใหม่กลับมาให้ ตอนที่ข้าไปปราบปีศาจที่สำนักนางชีจิ้งหลิง…ที่นั่น ต้นหงส์ม่วงงดงามยิ่งนัก นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้า…พบร่องรอยการมีอยู่ของอาจารย์”
เขาปาดน้ำตาช้า ๆ “ข้าตามรอยมาจนถึงที่นี่…ขะ...ข้าต้องหาอาจารย์ของข้าให้พบ” จบคำพูดร่างสูงโปร่งหันหลัง ก้าวเดินอย่างมั่นคง แต่ในใจกลับปวดร้าว เศษเสี้ยวความหวังที่มีนั้นน้อยนิด
หลิวหนิงซินมองแผ่นหลังเดียวดายแล้วเอ่ยเสียงเบา “นั่นคือเหตุผลที่เจ้าไม่ยอมเข้าพิธีรับตำแหน่งสินะ…เพราะเจ้ากลัวว่า หากเจ้าผูกพลังกับต้นหงส์ม่วง เจ้าจะตัดหนทางตัวเองในการตามหาอาจารย์อา” แววตานางสั่นไหว คล้ายมองเห็นเงาร่างสตรีผู้หนึ่ง ยืนเคียงข้างเขาอยู่ในเงามืด
หลิงเสวี่ยเหยาเองก็ปวดใจ นางกอดหมาป่าแน่น ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง ใจนางอยากออกไปปลอบประโลมเด็กคนนั้นให้หายเศร้า แต่ถ้าทำเช่นนั้น ชีวิตอิสระที่นางใฝ่ฝันก็จะสูญเปล่า และเด็กคนนั้นจะไม่เติบโต...
เด็กหนุ่มยังไม่ทันจะตอบ เสียงใบไม้แห้งดังกรอบก็ดังขึ้นเสียก่อน หลิงเสวี่ยเหยาก้มมองหมาป่าที่นั่งอยู่บนตัก ดวงตาสีทองอันซุกซนของมันรีบหลบสายตานาง ก่อนหน้านี้มันเพิ่งรู้สึกเบื่อ เห็นหนอนตัวหนึ่งจึงคิดจะเล่นด้วย แต่ดันลืมไปว่าพื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยใบไม้แห้ง ขยับเพียงนิด เสียงก็แพร่งพรายไปไกล
มือบางยกขึ้นเขกหัวเจ้าสุนัขแสนซนเบา ๆ ครั้งหนึ่ง กำไลป้องกันนี้ช่วยได้เพียงชั่วระยะสั้น อีกไม่นานก็จะหมดฤทธิ์ เพราะพลังวิญญาณของนางใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว หากหยางเซียวหลงยังดึงดันจะเข้ามา…คราวนี้นางคงหลบไม่พ้นจริง ๆ
“อาจารย์?” เสียงนั้นสั่นไหวแต่เปี่ยมด้วยความหวัง เด็กหนุ่มพุ่งตรงมาตามเสียง แววตาเปล่งประกายมองทะลุเงามืดหมายคว้าเศษเสี้ยวแห่งความหวังให้พบ
หัวใจหลิงเสวี่ยเหยากระตุกวูบ หากสวรรค์ลิขิตให้ตัวตนของนางเปิดเผยในครานี้…เกรงว่าจะหนีไม่พ้นเสียแล้ว มือบางกำข้อมือหมาป่าแน่นขึ้น พลังวิญญาณในกายร่วงหล่นเหมือนเม็ดทรายไหลจากช่องว่าง เหลือเพียงช่วงลมหายใจเดียวให้ตัดสินใจ
ทว่า...จู่ ๆ พลังวิญญาณที่กำลังจะสูญสิ้น กลับค่อย ๆ ฟื้นคืน พร้อมกับรู้สึกถึงบางสิ่งที่คืบคลานอยู่บนแผ่นหลัง เจ้าสุนัขหมาป่าที่หมอบเงียบอยู่พลันส่งเสียงขู่ต่ำคล้ายจะเตือนภัย ก่อนจะถูกมือบางแตะปรามให้สงบลง
หลิงเสวี่ยเหยารับรู้ถึงพลังนี้ได้ในทันที…มันคุ้นเคยอย่างประหลาด คล้ายพลังของนางถึงหกส่วน อสรพิษสีนิลเลื้อยจากแผ่นหลังลงมาหยุดตรงข้อมือบาง มันชูคอสูง ดวงตาสีแดงโลหิตวาววับสะท้อนแสงจันทร์
สัตว์ร้ายตรงหน้าไม่ใช่อสรพิษธรรมดา หากแต่เป็นสัตว์วิญญาณเช่นเดียวกับ เทียนอี๋ ผีเสื้อวิญญาณคู่กายของนาง ภาพในอดีตซ้อนทับ คล้ายเห็นเด็กน้อยผู้หนึ่งยิ้มกว้างพลางเอ่ย “ท่านเซียน ท่านรับข้าเป็นศิษย์ได้หรือไม่”
นางเงยหน้าขึ้นมองไปยังต้นไม้ฝั่งตรงข้าม เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งเอนกายอยู่บนกิ่งไม้ แม้ซ่อนในความมืด แต่เป็นไปได้อย่างไรที่นางและหยางเซียวหลงจะไม่รู้สึกถึงตัวตนของเขา…บุรุษผู้นี้ ไม่ธรรมดา
‘เจ้านายของข้าสามารถช่วยท่านได้…แลกกับเงื่อนไขหนึ่งข้อ’ เสียงเยียบเย็นของอสรพิษดังขึ้นในหัว นางรู้ทันทีว่าทางรอดเดียวในยามนี้ คือการรับความช่วยเหลือจากบุรุษลึกลับผู้นั้น