เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 25: ข้าควรจะบอกความลับนั่นกับเจ้าจริงๆ น่ะหรือ

👁️ 1 อ่าน
22px

            ภายในรถม้าตกอยู่ในความเงียบ เดิมทีหานอี้เฉินจะขี่ม้าตาม แต่ครานี้เขาเลือกนั่งภายในรถม้ากับน้องสาว ส่วนไป๋อวี่กลับต้องลงไปเดินตามรถม้าแทน

          หลิงเสวี่ยเหยารินน้ำชาให้พี่ชาย ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อน “ท่านพี่เป็นห่วงข้าหรือเจ้าคะ”

            หานอี้เฉินมองหน้าน้องสาวนิ่ง ดวงตาเต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์ แต่กลับไม่เอ่ยสิ่งใด เขาทำเพียงยกแก้วน้ำชาที่น้องสาวส่งให้มาดื่ม

            “เรื่องนี้เป็นแผนของท่านแม่ ข้าเองก็รู้ แม้ครานี้ตัวข้าจะโชคดีรอดมาได้ แต่ครั้งหน้า...” หลิงเสวี่ยเหยาทิ้งเสียง สีหน้าเป็นกังวล

            หานอี้เฉินเม้มริมฝีปาก ก่อนจะถอนหายใจออกมา “ชิงหรู เรื่องนี้เป็นความผิดพี่เอง”

            คนตัวเล็กเชยตามองคนตัวสูง ใบหน้าของเขาซีดเผือด คล้ายรู้หลายสิ่งที่นางเองก็ยังสืบรู้ได้ไม่หมด

            “ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินเรื่องประหลาดมาจากจิ่นอวี่” เสียงทุ้มเอ่ยพลางสังเกตสีหน้าน้องสาว หลิงเสวี่ยเหยาเผลอยืดตัวขึ้นเล็กน้อย

            “เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ” ดวงตาคู่สวยสบกับดวงตาของพี่ชาย คล้ายจะเห็นประกายบางอย่าง

            “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าจะไม่ซักถาม แต่ข้าอยากให้ครั้งหน้า เจ้าเอ่ยบอกข้าเพียงเล็กน้อย” ผู้พูดเอ่ยเสียงเบา มือหนากำแน่น “อย่าได้เก็บเรื่องหนักหนาไว้เพียงผู้เดียวอีก”

            หลิงเสวี่ยเหยาใจกระตุกวูบ ไม่อาจทราบได้ว่ามาจากตัวนางเองหรือหานชิงหรู ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจ ยากเกินจะเอื้อนเอ่ย

            “ข้าไม่อยากให้ท่านพี่เป็นกังวล เดิมทีแต่แรกท่านคือคนที่คอยปกป้องข้ามาโดยตลอด” หลิงเสวี่ยเหยาหลุบตาลงมองขนม ไม่กล้าสบตาของบุรุษตรงหน้า

            “ข้าไม่รู้ว่าท่านพี่เก็บความลับยิ่งใหญ่เพียงใดไว้เพื่อปกป้องข้า...” เสียงใสเอ่ยทิ้งช่วง “เพียงแต่ท่านแบกรับภาระนี้คนเดียวมานานมากแล้ว ตัวข้าที่เป็นน้อง ไม่อาจรับความช่วยเหลือของท่านฝ่ายเดียว และทุกครั้งที่เกิดเรื่อง ท่านพี่ไม่อาจมาช่วยเหลือข้าได้ทุกครั้ง ดังนั้น...”

            “ข้าควรจะบอกความลับนั่นกับเจ้าจริง ๆ น่ะหรือ” หานอี้เฉินเอ่ยแทรก มือหนายกขึ้นจับคางน้องสาวเชยขึ้นให้มองหน้าของตน

            “ชิงหรู เรื่องนี้ใหญ่กว่าที่เจ้าคิด ตอนนี้สิ่งที่เจ้ารู้มีเพียงปลายเหตุ” ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึม เขากลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “ต้นเหตุของเรื่องนี้ ทั้งตัวเจ้า และท่านพ่อ ไม่อาจรับไหว”

            พูดจบเขาก็ปล่อยมือ ก่อนจะเบนสายตา “ได้เห็นเจ้าดูแลตัวเองได้เช่นนี้ข้าก็วางใจได้บ้าง วิชาที่เจ้าใช้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน แต่พอรู้ว่ามาจากคนในยุทธภพ”

            หลิงเสวี่ยเหยามีสีหน้าประหลาดใจ ที่คนตรงหน้าสามารถจับไต๋นางได้เร็วถึงเพียงนี้ ริมฝีปากบางไม่กล้าเอ่ยคำใด ทำได้เพียงเม้มแน่น

            “ถึงอย่างนั้นเจ้าเองก็อย่าได้ประมาท ข้าไม่อาจบอกความลับที่รู้ แต่ข้าเตือนเจ้าได้ อาหรู อย่าได้ไว้ใจผู้ใด แม้แต่พี่ชายเช่นข้า...”

            เมื่อพูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน สั่งให้รถม้าหยุดแล้วเปิดประตูลงจากรถม้าไป ก่อนจะสั่งให้ไป๋อวี่ขึ้นรถม้ามาแทน สาวใช้รีบร้อนก้าวขึ้นรถม้า ก่อนจะต้องตกใจเมื่อเห็นใบหน้างดงามของเจ้านายเปราะไปด้วยน้ำตา

            “คุณหนู ท่านร้องไห้ด้วยเหตุใดเจ้าคะ” ไป๋อวี่รีบร้อนส่งผ้าเช็ดหน้าให้

            หลิงเสวี่ยเหยาไม่รับ แต่ใช้มือปาดสิ่งแปลกปลอมที่ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ปากพึมพำเสียงเบา “เหตุใดข้าถึงร้องไห้”

 

            รถม้าเคลื่อนตัวมาถึงบริเวณหน้าจวนก็หยุดตัวลง เพียงแค่ก้าวลงจากรถม้า หลิงเสวี่ยเหยาก็ถูกตามให้ไปพบฮูหยินผู้เฒ่าที่เรือนหลัก

            หานอี้เฉินเดินประกบหลังนางมา ไม่เอ่ยสิ่งใดสักคำ ใบหน้าเรียบนิ่ง คล้ายเรื่องเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น ในขณะที่หลิงเสวี่ยเหยากลับรู้สึกประหลาดในใจ

            “คุณหนูใหญ่และคุณชายใหญ่มาถึงแล้วเจ้าค่ะ” บ่าวรับใช้ที่นำทางมา เอ่ยเสียงดัง ก่อนจะหลบไป

            ในโถงหลักตอนนี้หานเมี้ยวอวี้กำลังกอดมารดาไว้แน่น ในขณะที่ซูหว่านอวี้นั้นค่อย ๆ ลูบหลังบุตรสาวอย่างเบามือ

            เมื่อมาถึงจวน หลิงเสวี่ยเหยาถึงได้มีโอกาสสังเกตเสื้อของน้องสาว ว่ามันค่อนข้างยุ่งเหยิง ใบหน้าสวยแฝงแววประหลาดใจเล็กน้อย เดิมทีมิใช่ว่านางแค่แกล้งถูกทำร้ายหรอกหรือ เหตุใดถึงได้ขวัญเสียหนักถึงเพียงนี้

            “อาหรู อาเฉิน มานั่งก่อนเถอะ” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเสียงเรียบ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินน้ำเสียงเย็นเยียบจากหญิงชราผู้นี้

            หานอี้เฉินเดินตรงไปนั่งที่ประจำทางขวามือ ถัดจากเก้าอี้ของเขา ครานี้มีเก้าอี้เพิ่มมาอีกหนึ่งตัว ดูแล้วคงเตรียมไว้ให้นางโดยเฉพาะ

            ฮูหยินผู้เฒ่าเหลือบมองเด็กสาวที่ร้องไห้ฟูมฟาย สีหน้าไม่พอใจฉายชัด “หว่านอวี้ เจ้าพาบุตรสาวของเจ้าไปพักก่อนเถิด เสียขวัญเช่นนี้ ถามสิ่งใดไปก็ไม่ได้ความ”

            ซูหว่านอวี้เม้มปาก ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงแข็งนิด ๆ “เจ้าค่ะ ท่านแม่”

            ผู้เป็นมารดาพยุงบุตรสาวขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ พาออกจากห้อง ระหว่างที่เดินผ่านหลิงเสวี่ยเหยา นางเหลือบมองด้วยสายตาเคียดแค้น ดูแล้วหลังจากนี้ คงจะไม่ยั้งมือกับนางอีกแล้ว

            ฮูหยินผู้เฒ่าทิ้งตัวลงนั่งบนตั่ง มือเหี่ยวยกขึ้นนวดขมับ “เรื่องน่าอับอายเช่นนี้ เมื่อถึงวันงานเลี้ยงต้อนรับเจ้า คงเลี่ยงจะเผชิญไม่ได้เสียแล้วอี้เฉิน”

            “เป็นความผิดของหลานเองขอรับ” หานอี้เฉินกล่าวพลางก้มหน้า

            ฮูหยินผู้เฒ่าเหลือบมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตามาที่หลานสาวผู้มีสีหน้างงงวย “อาหรู เพื่อกลบข่าวที่น่าอับอายนี้ เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร”

            หลิงเสวี่ยเหยาชะงัก กำชายเสื้อเล็กน้อย ก่อนจะแย้มยิ้ม “ข่าวที่น่าอับอาย ควรกลบด้วยข่าวที่น่ายินดี และมีค่าให้พูดถึงมากกว่า เพื่อกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาเจ้าค่ะ”

            หานอี้เฉินเองก็กำมือแน่น เขาคิดไว้แล้วว่าสถานการณ์ต่อไปจะเป็นเช่นไร เขาเหลือบมองน้องสาวเล็กน้อย ก่อนจะเม้มริมฝีปาก

            “เด็กดี ในเมื่อเจ้าเองก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว งานเลี้ยงต้อนรับพี่ชายเจ้าครานี้ ก็เตรียมตัวไว้เถิด ย่าจะหาคนที่เหมาะสมให้เจ้า” เสียงแหบของหญิงชราแม้ฟังดูเมตตา แต่ก็เผด็จการอยู่ในที

            เดิมทีหลิงเสวี่ยเหยาเองก็พอคาดการณ์ได้ ว่าฮูหยินผู้เฒ่าเองก็คงไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ ดังนั้นเรื่องอื้อฉาวครานี้ก็เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว หากนางได้แต่งกับคนที่มีอำนาจมากขนาดสะเทือนแผ่นดิน ต่อให้น้องสาวจะมีชื่อเสียงเสื่อมเสีย แต่ยังคงแต่งเข้าบ้านรองของตระกูลขุนนางได้ แม้จะเป็นได้เพียงอนุก็ตาม

            “ท่านย่า เรื่องนี้ควรไตร่ตรองให้ดีก่อนหรือไม่ บางที อาจแก้ไขได้ หากหลานสร้างผลงานชิ้นใหญ่พอ–” หานอี้เฉินพูดยังไม่ทันจบก็ถูกตัดบท

            “อาเฉิน เจ้าไม่รู้ความเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน” ประโยคของฮูหยินผู้เฒ่าทำให้ห้องตกอยู่ในความเงียบ แม้แต่บ่าวรับใช้ก็ไม่กล้ากลืนน้ำลาย นี่เป็นครั้งแรกที่หญิงชราคนนี้ไม่เข้าข้างหลานชาย

            “เดิมทีวันนี้ข้าคิดจะให้อาหรูได้ไปเปิดหูเปิดตา และเลือกซื้อสิ่งของกลับมาบ้าง แต่ดูเหมือนจะเสียเปล่า” น้ำเสียงเนิบนาบ แต่สายตากลับแข็งกร้าว “อาหรู หลังจากนี้ข้าอนุญาตให้เจ้าออกไปข้างนอกได้ตามใจ ถึงอย่างไร เมื่อถึงเวลาต้องออกเรือน คงไม่อาจได้สัมผัสอิสระเช่นนี้อีก”

            หลิงเสวี่ยเหยาเหลือบมองพี่ชายที่หน้าเขียวคล้ำ เขากัดริมฝีปากจนเลือดซึม เห็นแล้วก็รู้สึกปวดใจเล็ก ๆ จึงเอ่ยตอบรับคำของผู้ใหญ่อย่างว่าง่าย “เจ้าค่ะ”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!