เดิมทีวิชาแปลงหน้าจัดกระดูกนั้นไร้ซึ่งช่องโหว่ เนื่องจากสามารถเปลี่ยนเป็นผู้อื่นได้โดยสิ้นเชิง สิ่งที่คนใกล้ชิดจะสังเกตเห็นได้ ก็คงมาจากบุคลิก ท่าทาง หรือพฤติกรรมบางอย่างของผู้ใช้วิชาที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง
แต่สำหรับผู้ใช้พลังวิญญาณ วิชานี้สามารถดูออกได้ โดยการใช้พลังตรวจสอบวิญญาณของอีกฝ่าย หลิงเสวี่ยเหยาค่อนข้างใช้วิธีที่เสี่ยงถูกเปิดโปง เนื่องจากกั๋วกงหนุ่มผู้นี้ เป็นผู้ใช้พลังวิญญาณ หากเขาตั้งใจตรวจสอบ นางก็คงไม่อาจปกปิดตัวตนที่แท้จริงไว้ได้
ภายในห้องรับรองแขกของหอหลิวเซียงตกอยู่ในความเงียบ เซี่ยนซูอ้าปากค้าง เขาไม่คิดว่าผู้ก่อเหตุวุ่นวายจะเป็นถึงศิษย์ของเซียนโอสถ หากเป็นเพียงจอมยุทธพเนจรทั่วไป คงจัดการได้อย่างง่ายดายแท้ ๆ แต่หากคนตรงหน้ามีเบื้องหลังเป็นผู้สันโดษเช่นนั้น ก็ยากที่จะเอาเรื่องคนผู้นี้ได้
ซ่งอวี้หานยืนควงพัดไปมา ใบหน้ามองตรงไปยังผู้อ้างตนคล้ายกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง ครู่ต่อมา มือที่เคยควงพัดหยุดนิ่ง รอยยิ้มบนมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“จอมยุทธ์น้อย ท่านกล่าวว่าตนเป็นศิษย์ของเซียนโอสถใช่หรือไม่” กั๋วกงหนุ่มเอ่ยพลางเดินหน้ามาสองก้าว แววตาปรากฏประกายบางอย่าง “ผู้ที่กล่าวเช่นนี้ข้าพบเจอมามากนัก แต่ส่วนมากล้วนเป็นเพียงผู้อ้างตน ไร้ซึ่งความสามารถ”
หลิงเสวี่ยเหยาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้ม ดูเหมือนคนตรงหน้าจะคิดว่านางโกหกเพื่อเอาตัวรอด เช่นนี้หากเขาอยากได้รับข้อพิสูจน์ คงจะคิดหาวิธีมาทดสอบ แต่จะวิธีใดก็ช่าง ขอเพียงคนตรงหน้าไม่ใช้พลังตรวจสอบวิญญาณ นางก็รับมือได้ทั้งสิ้น
“ท่านพูดเช่นนี้ ต้องการให้ข้าหาข้อพิสูจน์แสดงตัวตนใช่หรือไม่?” เด็กหนุ่มเอ่ยไร้ซึ่งความกังวล “ท่านว่ามาเถิด อยากให้พิสูจน์เช่นไร? แก้พิษ? หรือวางยาพิษดีเล่า?”
ซ่งอวี้หานคลี่ยิ้ม ประกบพัดเข้ากับมืออีกข้าง เอ่ยอย่างอารมณ์ดี “วิธีเช่นนั้นไม่อาจพิสูจน์ให้ข้ามั่นใจได้”
รอยยิ้มบนหน้าเด็กหนุ่มหายไปชั่ววินาที ก่อนจะกลับมาปรากฏอีกครั้ง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ “เช่นนั้น ท่านต้องการให้พิสูจน์อย่างไร?”
บุรุษชุดดำแดงก้าวเดินตรงมาก่อนจะหยุดข้างเด็กหนุ่ม เขามองสำรวจเตียง ก่อนจะเอ่ยเสียงไม่ดังไม่เบา “พอดีเลย ผู้ที่ท่านอ้างว่าเป็นอาจารย์อยู่ในเมืองหลวง”
มือหนาวางลงบนไหล่จอมยุทธน้อย ก่อนจะหันมาเอ่ยอย่างเนิบนาบ “บังเอิญ ข้าหูตากว้างไกล รู้ว่าคนผู้นั้นพักอยู่ที่ใด มิสู้...”
หลิงเสวี่ยเหยาชะงัก คนผู้นี้ร้ายกาจนัก คิดจะพานางไปยืนยันกับเซียนโอสถตัวจริงสินะ ใบหน้าใสสะอาดของเด็กหนุ่มแย้มยิ้มจนตาหยี ก่อนจะเอ่ยต่อประโยคที่คนตรงหน้าเว้นไว้ “ให้ข้าไปพิสูจน์กับท่านอาจารย์ด้วยตนเองสินะ ท่านนี่ช่าง...สมคำล่ำลือ”
ซ่งอวี้หานผละออก โบกพัดไปมาพลางส่ายหัว “ชมเกินไปแล้ว ๆ “
เซี่ยนซูที่เงียบอยู่นานถึงกับกุมขมับ นี่สหายของเขาไม่รู้หรือว่าข่าวลือที่พูดถึงไม่มีเรื่องใดดีเลย เช่นนั้นคำพูดของจอมยุทธน้อยจะเป็นคำชมได้อย่างไร ช่าง...เกินเยียวยา
“เช่นนั้นท่านก็นำทางไปเถิด ในเมื่อข้าคือเซียนโอสถน้อยจริง ๆ ข้าก็ไม่กลัวที่จะพิสูจน์ตนเอง” เด็กหนุ่มเอ่ยจบก็ย่อตัวลง ท่าทางของสตรีตรงหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย คงช็อกที่รู้ว่า ผู้ที่นางรับดอกไม้มาไม่ใช่จอมยุทธธรรมดา แต่เป็นถึงศิษย์ของเซียนโอสถผู้เลื่องชื่อ
“ทะ...ท่านเป็นเซียนโอสถน้อยหรือ” ลี่อินเอ่ยตะกุกตะกัก หัวใจเต้นแรง นี่มิใช่ว่านางได้รับความเมตตาจากสวรรค์หรืออย่างไร ผู้ที่สามารถช่วยชีวิตลูกของนางอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ แต่บัดนี้นางไม่อาจรั้งเขาไว้ได้
“ใช่แล้ว แม่นางคงได้ยินมาบ้าง” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงอ่อน มือหนาจับเสื้อที่ลู่ลงจากไหล่สวมกลับให้สตรีตรงหน้าอย่างแผ่วเบา “ข้าคงไม่อาจรั้งอยู่ต่อ แม่นางโปรดรักษาตัวด้วย”
“หากมีวาสนา เราอาจได้พบกันอีก” ร่างสูงพูดจบก็เตรียมจะลุกขึ้นแต่กลับถูกมือเรียวรั้งไว้
เรี่ยวแรงที่มีเพียงน้อยนิดของสตรีร่างอรชร ดึงรั้งเขาไว้ ดวงตาคู่สวยเชยมองอย่างออดอ้อน “ท่านไม่ไป ได้หรือไม่”
ซ่งอวี้หานคลี่พัดออก ก่อนจะยกขึ้นบังใบหน้า มองละครรักตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ในขณะที่เซี่ยนซูกลับตาเป็นประกาย เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาได้อ่านนิยายรักเรื่องหนึ่งมา ภาพที่เห็นตรงหน้าช่างเหมือนกันเสียจนอดอินไปด้วยไม่ได้
“ข้าไม่อาจรั้งอยู่ต่อ แต่หากแม่นางมีเรื่องเดือดร้อน ต้องการให้ข้าช่วย...” มือหนากุมมือเล็กไว้ แอบส่งบางอย่างให้
ลี่อินมองมือของตน สัมผัสในมือคล้ายจะเป็นความอบอุ่นสุดท้ายที่ไม่อาจคงอยู่ตลอดไป ทั้งคู่สบสายตากันเพียงครู่ ก่อนร่างหนาจะโน้มตัวลงมา
ลมหายใจร้อนปะทะใบหู เสียงทุ้มเอ่ยคล้ายกระซิบ “ขอเพียงท่านเผากระดาษแผ่นนี้ ข้าจะรีบมาโดยเร็ว”
ไม่กี่เค่อต่อมา ภายในห้องรับรองก็เหลือเพียงหญิงงามของหอหลิวเซียงเพียงผู้เดียว กลิ่นหอมเย็นของดอกมะลิค่อย ๆ จางหาย เช่นเดียวกับดรุณหนุ่มผู้นั้นที่เป็นดั่งความหวังเดียวของนาง....
ซ่งอวี้หานไล่ให้เซี่ยนซูไปขี่ม้าแทนเขา ในขณะที่ตัวเองขึ้นรถม้ามากับจอมยุทธ์ ระหว่างทางไร้ซึ่งบทสนทนา แต่หลิงเสวี่ยเหยากลับรู้สึกคล้ายถูกอสรพิษจับจ้อง ชั่ววูบราวกับถูกอสรพิษเย็นเยียบขดรัดรอบลำคอ อึดอัดเกินจะบรรยาย
เดิมทีนางเคยเจอคนผู้นี้หลายครั้ง แต่ไม่เคยรู้สึกหวั่นใจมากเพียงนี้มาก่อน ราวกับว่านี่ต่างหากคือตัวตนที่แท้จริงของกั๋วกงที่ข่าวลือไร้ซึ่งเรื่องดี ๆ
ร่างสูงโปร่งรู้สึกหายใจไม่ค่อยออก จึงมองออกไปนอกหน้าต่าง ถนนยามจื่อไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงแสงจากโคมไฟส่องสว่างในความมืด แน่นอนว่าเส้นทางของรถม้าตรงไปยังจวนจินหนิงโหว คนผู้นี้ก็ใจกล้ายิ่งนัก หรือจะเรียกว่าไร้ยางอายดี เดิมทีการจะไปยังจวนขุนนางผู้อื่น มักต้องได้รับอนุญาตก่อนเสมอ
แต่นี่นอกจากจะไม่ขออนุญาตแล้วยังไม่แจ้งเรื่อง ทั้งยังพาคนแปลกหน้าที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า และเพิ่งสร้างความวุ่นวาย ไปเยือนในช่วงดึกดื่นเช่นนี้อีก ชั่วขณะนั้นเหมือนนางจะนึกใบหน้าของคนในจวนแต่ละคนออกเลย
“มิใช่ว่าท่านอาจารย์อยู่วังหลวงหรอกหรือ” หลิงเสวี่ยเหยาเอ่ยทำลายความเงียบ สายตายังคงมองออกทางหน้าต่าง โชคดีนักที่เมื่อนางเอ่ยถาม ความรู้สึกบีบรัดที่เคยรู้สึกก็คลายลงไปด้วย
“อา เรื่องนั้น...พอดีแม่นางน้อยผู้หนึ่งป่วยหนัก เซียนโอสถเห็นใจจึงยื่นมือช่วยเหลือ” เสียงทุ้มเอ่ยอธิบาย แต่สายตากลับแฝงประกายบางอย่าง
คนผู้นี้คิดจะทดสอบนางว่ารู้จักเซียนโอสถจริงหรือไม่ แน่นอนว่าหากไม่ใช่คนใกล้ชิด คงไม่อาจรู้ว่าเซียนโอสถผู้นั้นไม่ได้ใจบุญมีเมตตาช่วยเหลือคนไปทั่วดังข่าวลือ กลับกันเขายังเอาแต่ใจ และไม่ยอมทำตามผู้ใดเสียอีก
“ท่านล้อข้าเล่นแล้วกระมัง อาจารย์ของข้าไม่ใช่ผู้มีเมตตาดังข่าวลือสักนิด ทั้งยังดื้อเงียบ หากตนไม่เห็นด้วย ต่อให้ท่านใช้กำลัง อำนาจ หรือต่อให้เป็นเทพเซียนมาร้องขอ เขาก็ไม่คิดจะช่วยเหลือ”
“กลับกัน คงหนีกลับไปยังหุบเขาที่ตนอยู่แล้วไม่ออกมาอีกหลายปี จนพวกข้าต้องเดือดร้อนไปด้วยเพราะต้องคอยรับมือความหงุดหงิดของท่านอาจารย์” หลิงเสวี่ยเหยาส่ายหัว ก่อนจะเอ่ยต่อ “ท่านอย่าเชื่อข่าวลือพวกนั้นมากนักเลย พวกชาวบ้านก็ลือกันไปแบบนั้น เพราะฉายาเซียนโอสถ และรูปลักษณ์สง่างามของเขานั่นแหละ ท่านอย่าได้ถูกรูปลักษณ์เช่นนั้นหลอกเชียว”
ซ่งอวี้หานเลิกคิ้ว ก่อนจะยกยิ้ม “ว่าแล้วเชียว ท่านเป็นเซียนโอสถน้อยจริง ๆ แต่น่าแปลกใจนัก กลิ่นหอมเย็นบนตัวท่าน คล้ายกับสถานที่หนึ่งในจวนจินหนิงโหว”
หลิงเสวี่ยเหยาชะงัก ก่อนจะแย้มยิ้ม “ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“มิใช่ว่าท่านเซียนโอสถน้อยรู้อยู่แล้วหรือ ว่าอาจารย์ของท่านพักอยู่ที่จวนจินหนิงโหว” มือหนาหุบพัดของตนก่อนจะเคาะบนมือ “ใยจึงแสร้งเล่นละครเช่นนี้เล่า”