สำนักหมื่นพิษไม่กล้ำกรายตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหลวง ได้รับมอบหมายให้ดูแลเมืองไป๋ฮวา เมืองที่รายล้อมไปด้วยสวนดอกไม้และสมุนไพร ทั้งยังเป็นที่อยู่ของสัตว์วิเศษหลายชนิด
มู่เหรินซี ผู้เป็นเจ้าสำนัก ได้รับฉายาว่าเป็นเซียนโอสถ ไม่มีผู้ใดทราบอายุที่แท้จริงของเขา และไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาอยู่มานานเพียงใด
ข่าวลือเกี่ยวกับเจ้าสำนักผู้นี้ค่อนข้างดาษดื่นกว่าเจ้าสำนักผู้อื่น เนื่องจากไม่เคยเข้าร่วมงานประลอง ทั้งยังรักสันโดษ แต่เรื่องฝีมือการรักษาโรคและพิษนั้น ขึ้นชื่อว่าต่อให้เหลือเพียงลมหายใจรวยริน ก็ยังสามารถดึงคนกลับมาจากประตูนรกได้
ภายในสวนหลิงฮวาที่ตั้งอยู่ใกล้ตำหนักไท่เฮอ สถานที่พำนักของฮ่องเต้ มีศาลาขนาดกลางตั้งอยู่กลางสวน รายล้อมด้วยบุปผาที่ส่งกลิ่นหอมชวนฝัน
ผีเสื้อกลุ่มหนึ่งบินวนรอบศาลา ราวกับโดนบางสิ่งดึงดูด ภายในศาลานั้นมีบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่ อาภรณ์สีขาวพาดไปกับเก้าอี้ ยาวลงมาถึงพื้น ผมดำยาวถึงกลางหลัง ดวงตาสีน้ำตาลหม่น ใบหน้าคมละมุนดูอ่อนโยนมีเมตตา
ทุกครั้งที่มือเรียวยกถ้วยชาขึ้น เหล่าผีเสื้อจะบินมาเกาะที่แขนของเขา ราวกับพวกมันเห็นบุรุษผู้นี้เป็นบุปผาที่ชวนให้ดอมดม
เดิมทีครานี้เขาไม่ค่อยอยากเข้าเมืองหลวงนัก เนื่องด้วยก่อนหน้าเกิดเรื่องขึ้นที่เมืองเซวี่ยเหอ ทันทีที่เขารู้ข่าวก็รีบไปยังสำนักบุปผาพิษเพื่อไปหาลูกศิษย์ที่ดื้อรั้นคนหนึ่งของเขา
แต่ยังไม่ทันไปถึงสำนัก เขาก็พบต้นหงส์ม่วงที่เริ่มแห้งเหี่ยว ไร้ชีวิตชีวา สิ่งนั้นได้ตอบย้ำความกลัวในใจเขายิ่งขึ้นไปอีก ทั้งยังเหมือนยืนยันในสิ่งที่เขาไม่อยากรับรู้
หลิงเสวี่ยเหยา เด็กคนนั้น...ไม่อยู่แล้ว
ชั่วขณะนั้นราวกับสีสันรอบตัวจางหาย โลกที่เขาเคยมองเห็นเป็นสีสันสดใส กลับดูคล้ายสีของเหมันต์ ไร้ซึ่งความสดใหม่ จืดชืด และเงียบเหงา
เคราะห์ดีที่ระหว่างทางมาเมืองหลวง เขาได้พบกับหยางเซียวหลง ดรุณหนุ่มผู้นั้นแม้จะดูอิดโรย แต่ประกายความหวังในดวงตากลับไม่จางหาย การพบเจอกันครั้งนั้นทำให้เขาเชื่อว่าลูกศิษย์ของเขาอาจยังไม่ตาย
มุมปากยกยิ้ม ภาพความทรงจำแวบผ่าน เดิมทีหลิงเสวี่ยเหยาก่อนขึ้นเป็นเจ้าสำนักนั้นไม่ต่างอะไรกับจิ้งจอกน้อย สร้างเรื่องปวดหัวให้อาจารย์เช่นเขาไม่เว้นแต่ละวัน นิสัยเหมือนกับมารดาของนางไม่มีผิด
คิดแล้วก็ปวดใจหน่อย ๆ สตรีนางนั้นที่เขาปักใจ ไม่อยู่ในโลกนี้อีกแล้ว เหลือไว้เพียงบุตรสาวตัวน้อย ที่เจ้าตัวฝากฝังเขาไว้ดูแล
เสียงฝีเท้าที่ย่างก้าวเข้ามาในสวน เรียกสติของมู่เหรินซีกลับมา ใบหน้าละมุนประดับความอ่อนโยน เมื่อเขาหันไปมองกลุ่มคนที่มาใหม่ก็ต้องแปลกใจเล็กน้อย
นอกจากฝ่าบาทแล้วผู้ที่ดึงสายตาของเขาคงไม่พ้นบุรุษชุดดำแดง ที่กำลังควงพัดเล่นผู้นั้น ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างทำให้เขานึกถึงเด็กคนหนึ่งเมื่อครั้งอดีต เด็กชายที่เกือบได้เป็นศิษย์พี่ของหยางเซียวหลง...
“ถวายบังคมฝ่าบาท” มู่เหรินซีเอ่ยพลางทำความเคารพ แม้ไม่นอบน้อมแต่ก็ไม่แข็งกระด้าง
“ไม่ต้องมากพิธีหรอกท่านเซียน” ฝ่าบาทแย้มยิ้ม ใบหน้าอ่อนลงกว่าเดิม “เจิ้นมีเรื่องจะรบกวนท่านเซียน พอมีเวลาให้เจิ้นหรือไม่”
มู่เหรินซีคิ้วขมวด แม้ใบหน้าจะแย้มยิ้ม แต่แววตากลับไร้อารมณ์ “เรื่องนั้นเกรงว่าจะทำให้กระหม่อมลำบากใจ”
ฮ่องเต้เหลือบมองใบหน้าของหานอี้เฉินที่หมองลง ก่อนจะเอ่ยต่อ “เจิ้นเข้าใจ ท่านเซียนคงมีกิจธุระมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการเสียสละของเจ้าสำนักบุปผาพิษที่เป็นประเด็นอยู่ในตอนนี้”
มู่เหรินซียิ้มค้าง มือกระตุกเล็กน้อย ผีเสื้อที่เคยเกาะแขนเขาตะเหลิดหนี “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่เป็นห่วง เพียงแต่เรื่องบางเรื่องก็เป็นลิขิตสวรรค์ ข้าไม่อาจยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวตามอำเภอใจได้”
หานอี้เฉินกำมือแน่น เขากัดริมฝีปาก กลัวจะทำการบุ่มบ่ามจนเป็นเหตุให้เสียโอกาสในการช่วยเหลือน้องสาว จึงฝืนยืนเงียบอยู่หลังฮ่องเต้
ซ่งอวี้หานเปรยตามองผู้เป็นพี่ชายที่นิ่งเงียบ รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก เขายกพัดในมือขึ้นบังใบหน้า ก้าวนำขึ้นมาก่อนจะเอ่ย “เดิมทีท่านโหวน้อยผู้นี้อยากช่วยเหลือน้องสาวที่ป่วยหนัก ความหวังสุดท้ายของเขามีเพียงท่านเซียนโอสถ หากท่านไม่รับปากช่วยเหลือ ก็น่าเสียดายนัก”
มู่เหรินซีเหลือบมองผู้พูด ท่าทางกวนประสาทนั้นช่างไร้ซึ่งมารยาท ดูคล้ายอสรพิษที่กำลังล่อลวงผู้คนให้คล้อยตาม “คุณชายท่านนี้ เหตุใดถึงกล่าวเช่นนั้นเล่า”
ซ่งอวี้หานแย้มยิ้ม ก่อนจะหุบพัดในมือ แววตาเป็นประกาย พริบตาต่อมาเขากลับยืนอยู่หลังเซียนโอสถ พลางเอ่ยเสียงเบาราวกระซิบ “แม่นางน้อยผู้นั้น เคยกล่าวว่าตนสามารถรักษาได้ทุกพิษ”
เดิมทีมู่เหรินซีก็ตกใจกับความเร็วและพลังวิญญาณของอีกฝ่ายมากแล้ว แต่เมื่อได้ยินประโยคหลัง คิ้วของเขาก็กระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเบี่ยงตัวถอยออกห่างจากปีศาจงูผู้นั้น
“อวี้หาน เจ้าเสียมารยาทกับท่านเซียนแล้ว” ฮ่องเต้เอ่ยจบ ผู้ถูกกล่าวถึง จึงรีบกลับไปยืนที่เดิม
มู่เหรินซีไร้คำจะเอ่ย ฮ่องเต้ผู้นี้แม้จะกล่าวว่าคนผู้นั้นทำตัวเสียมารยาท แต่กลับมีท่าทางไร้กังวล ดูจากสถานการณ์ตอนนี้เขาก็พอรู้แล้วว่า ปีศาจงูผู้นี้คือใคร
“ซ่งกั๋วกง ดูเหมือนท่านมั่นใจเหลือเกินว่าคนที่พวกท่านต้องการให้ข้าไปช่วยเหลือจะเป็นคนที่ข้ารู้จัก” ร่างสูงเอ่ยพลางสะบัดแขนเสื้อ “แต่ดูเหมือนครานี้ท่านจะคาดการณ์ผิดไปเสียแล้ว”
มู่เหรินซีทำความเคารพฮ่องเต้ ก่อนจะเดินผ่านไป ซ่งอวี้หานยกยิ้ม มองหานอี้เฉินที่กำลังจะเสียการควบคุมตนเองไปทุกที
ในขณะที่หานอี้เฉินคิดจะใช้กำลังบังคับ คนที่ควรเดินผ่านไปแล้วกลับหยุดชะงัก ก่อนจะหันมามองเขา ดวงตาสีน้ำตาลหม่นคู่นั้นสั่นไหว
“กลิ่นหอมบนตัวท่าน...มาจากที่ใด” มู่เหรินซีเอ่ยถาม น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
หานอี้เฉินฉงน เหตุใดจู่ ๆ ถึงถามเช่นนั้น หรือคนผู้นี้จะได้กลิ่นสมุนไพรจากตัวเขา? ในขณะที่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เขากลับนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวาน หลังจากคุยกับท่านย่าในโถงหลัก ก่อนจะแยกย้ายกันกลับเรือน เขานำถุงหอมไปคืนชิงหรู หลังจากคืนถุงหอมใบนั้นให้ เด็กคนนั้นก็ยื่นถุงหอมที่มีลักษณะเหมือนกันให้เขา บอกว่าเป็นของขวัญ
ร่างสูงคล้ายปะติดปะต่อบางเรื่องได้ ความร้อนรนในจิตใจค่อย ๆ สงบลง “อา กลิ่นหอมนี่มาจากถุงหอมที่น้องสาวของข้าให้มาขอรับ”
ซ่งอวี้หานกระตุกยิ้ม มองหนึ่งเซียนหนึ่งแม่ทัพ คล้ายจะเห็นเรื่องราวที่น่าสนใจเกินจะบรรยาย ในขณะที่ฮ่องเต้เองแม้ใบหน้าจะประดับรอยยิ้ม แต่ดวงตากลับจ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตั้งใจ
“น้องสาวของท่านป่วยเป็นโรคอันใด” มู่เหรินซีเอ่ยถาม แม้น้ำเสียงจะเรียบนิ่ง แต่ดวงตาฉายแววประหลาด
หานอี้เฉินกลืนน้ำลาย การจะเอ่ยบอกเรื่องในจวนต่อหน้าผู้ที่มีอำนาจมากถึงสามคนเช่นนี้ ไม่ง่ายอย่างที่คิด หลังจากพยายามอยู่นาน ในที่สุดเขาก็สามารถเปล่งเสียงออกมาได้
“พิษไร้ยาถอนขอรับ” เสียงของเขาช่างเบาหวิว แต่กลับพอให้ได้ยินกันถ้วนหน้า เพราะสถานที่ที่เงียบสงบแห่งนี้
ซ่งอวี้หานกอดอกเคาะพัดกับไหล่ มุมปากยกสูงขึ้นกว่าเก่า ปากเอ่ยพึมพำ “น่าสนุก น่าสนุกยิ่งนัก”
ฮ่องเต้อารมณ์ดีขึ้นกว่าเดิม เขามองขุนนางหนุ่มที่กำลังดูเรื่องสนุก ในใจแฝงความรู้สึกผิดทุกครั้งที่มองใบหน้าของกั๋วกงผู้นี้
“เจิ้นไม่ซักถามเรื่องในจวนของท่านโหวน้อย หากแต่อยากรู้ว่าน้องสาวของเจ้า ถูกพิษมานานเพียงใดแล้ว” คำถามของฮ่องเต้ทำเอาหานอี้เฉินชะงัก
เรื่องราวทั้งหมดค่อย ๆ ปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน มือที่เคยกำแน่นคลายลง ริมฝีปากประดับรอยยิ้ม “หนึ่งชั่วยามขอรับ”
ฮ่องเต้ถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ ใบหน้าที่เคยยกยิ้มหม่นลง ในขณะที่ซ่งอวี้หานกลับแย้มยิ้มกวนประสาท หานอี้เฉินเบนสายตามามองเซียนโอสถ กลับยิ่งต้องประหลาดใจกว่าเก่า คนผู้นี้เดิมที ดวงตาของเขาไร้อารมณ์ และประกาย แต่ตอนนี้กลับคล้ายจะเห็นประกายในดวงตามากขึ้นกว่าเดิม
“เชิญท่านโหวน้อยนำทาง น้องสาวของท่าน ข้าจะรักษาให้”