เมื่อหงส์ม่วงร่วงหล่นจากฟ้า หวนคืนอีกคราเป็นบุปผาในจวน

ตอนที่ 2: หากจะมีใครต้องตาย...ก็ขอให้เป็นข้า

👁️ 4 อ่าน
22px

            เมื่อครู่...นั่นคือแส้จื่อหวงใช่หรือไม่?” จอมยุทธ์ผู้หนึ่งอุทาน เสียงเจือความตื่นตะลึง “แส้ที่ฟาดเพียงหนึ่งครา...เป็นอัมพาต สองครา...สิ้นใจ?”

            ศิษย์ในสำนักบางคนยืดอกขึ้นโดยไม่รู้ตัว แน่นอนว่าความสามารถเจ้าสำนักของพวกเขา...มิได้เป็นเพียงแค่ข่าวลือ ในใจรู้สึกภาคภูมิที่เลือกเข้าสำนักบุปผาพิษขึ้นมาทันที

            ก่อนที่เหล่าลูกศิษย์หลายคนจะเหลือบไปมองเหล่าผู้อาวุโสที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล แล้วถอนหายใจเบา ๆ พร้อมกัน บางคนเบือนหน้าหนีราวกับละอายใจ เมื่อครั้นก่อนหน้าพวกเขาเคยฝากความหวังไว้ผิดคน

            หลิงเสวี่ยเหยาสะบัดแส้จื่อหวง ฟาดแรก ควันดำจางหายราวละอองฝัน ฟาดสอง กลีบดอกหงส์ม่วงห่อหุ้มร่างวิญญาณ ก่อนดูดกลืนจนไร้ร่องรอย หยางเซียวหลงตามติดไม่ห่าง ฝีมือของเขา...ก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด นางมองเขา แล้วเผลอยิ้มบางเบาอย่างภูมิใจ

            อาหลง เจ้าพัฒนาขึ้นมาก” คำชมของอาจารย์เป็นดังน้ำโอบอุ้มชโลมจิตใจอันขุ่นเคืองของเขาให้มอดลง

            หลังจากนี้...อาจารย์ต้องฝากชีวิตไว้กับเจ้าแล้ว” ทว่าประโยคหลังกลับฉุดกระชากดึงเขาลงสู่ห้วงลึก ทั้งยังกรีดลงกลางใจศิษย์อย่างไม่ปรานี รอยแยกสีนิลใหญ่นัก ถึงอาจารย์จะเก่งกาจเพียงใด ก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย

            ข้าจะปกป้องท่านด้วยชีวิต อาจารย์วางใจได้!” คำพูดหนักแน่นถูกเอ่ยออกมาในขณะที่ใจบีบรัด เขาสะบัดแส้อย่างแรง จากนั้นจึงเอ่ยเบา ๆ “ท่านยังจำได้หรือไม่...โรงสุราในเมืองหลวงนั่น”

            ครั้งก่อนที่ข้าตามท่านไป ข้ายังไม่ได้ลิ้มรสเลยสักจอก ก็เกิดเรื่องเสียก่อน...” เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย ใบหน้าอ่อนลง ในแววตาปรากฏคลื่นอารมณ์ เงียบไปเพียงชั่วครู่ก็เอ่ยต่อ “หลังจบเรื่องนี้...ท่านต้องพาข้าไปนะ”

            หลิงเสวี่ยเหยาชะงักไปชั่วครู่ รู้สึกหน่วงในใจ ก่อนจะยิ้มบาง “แน่นอน อาหลง ข้าจะพาเจ้าไปหอหลิงจู๋ตามที่สัญญา”

            ผู้ฟังแย้มยิ้มกว้าง แต่รอยยิ้มนั้นส่งไปไม่ถึงดวงตา เขารู้ดี...อาจารย์ของเขา อาจไม่มีวันได้ไปที่นั่นกับเขาอีก มือหนากำแส้แน่น ริมฝีปากล่างถูกกัดจนเลือดซึม รสคาวปะปนมากับลมหายใจ แส้ในมือถูกสะบัดออกอย่างบ้าคลั่ง ขอบตาแดงเถือก เขาไม่รู้เลยว่าการได้เจออาจารย์เช่นนี้เป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่

            เสียงร่ายอาคมของหลิงเสวี่ยเหยาท่วงทำนองคล้ายบทเพลงกล่อมวิญญาณ ทั้งไพเราะ ทั้งสั่นสะเทือนจิตใจ

            ลมพัดแรงขึ้นผิดธรรมชาติ ระฆังวิญญาณส่งเสียงดังก้อง ตำบลไป๋ซานสั่นสะเทือน กลีบบุปผาพิษพันสาย” เป็นอาคมโบราณที่สามารถใช้ผนึกพลังมารได้ แต่ต้องแลกด้วยพลังวิญญาณทั้งชีวิตของผู้ใช้

            กลีบดอกหงส์ม่วงลอยละล่องไปยังรอยแยก มองจากบนพื้นดินช่างดูงดงามดั่งภาพวาด ราวกับกลีบดอกไม้เหล่านั้นกำลังปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายขนาดใหญ่กลางนภาให้หายไป

            ทว่า สิ่งสวยงามเช่นนั้นกลับมีข้อแลกเปลี่ยนที่ไร้ปรานี ทั้งร่างของหลิงเสวี่ยเหยารู้สึกราวถูกกระชากไปคนละทิศ ภายในรู้สึกปั่นป่วน ศีรษะเจ็บปวดราวกับจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยของนาง ผู้ใดเล่าจะรู้ ว่านางกำลังเผชิญสิ่งใดอยู่

 

            สองชั่วยามผ่านไป ริมฝีปากบางกระอักเลือดคำโต โลหิตไหลจากดวงตา จมูก และริมฝีปาก

            นางทนมาได้นานถึงเพียงนี้ คงมากกว่าความเจ็บปวดของผู้ใดทั้งชีวิต

            ความทรมานในครานี้ เป็นดังบทเรียนของตำแหน่งที่ดูใหญ่โตของนาง ยิ่งอยู่สูงเพียงใด ก็ต้องแบกรับหน้าที่มากขึ้นเท่านั้น

            ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตที่ผ่านมาค่อย ๆ แล่นผ่านความทรงจำ ความคิดหนึ่งเด่นชัดขึ้นท่ามกลางเรื่องวุ่นวาย เดิมทีนางเองได้ใช้ชีวิตอิสระ และเล่นสนุกครั้งล่าสุดเมื่อใดกัน มาถึงจุดนี้ก็นึกเสียใจหน่อย ๆ ที่ตนไม่เคยได้ร่วมงานเทศกาลเช่นคนอื่น ไม่เคยได้ลองใช้ชีวิตดั่งเช่นคนธรรมดา และไม่เคยวางภาระอันหนักอึ้งของเจ้าสำนักลงได้

            อาจารย์!!!” หยางเซียวหลงตะโกน ร่างสูงพุ่งตรงมา แต่นางกลับยกมือขึ้นห้ามไว้ เขาชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาวูบไหว ริมฝีปากล่างถูกกัดจนเกิดแผล มือหนาตวัดแส้ใส่วิญญาณร้ายด้วยโทสะที่อัดแน่นอยู่ในอก

            หลิงเสวี่ยเหยากัดฟันแน่น ยกมือขวาชี้ตรงไปยังรอยแยก ปากท่องบางสิ่งจนเกิดแสงวูบไหว แส้จื่อหวงปรากฏขึ้นที่มือซ้าย ก่อนจะฟาดลงตรงกึ่งกลางรอยแยก เสียงสะเทือนทั้งนภา

            รอยแยกเริ่มสมาน วิญญาณร้ายแตกสลาย ร่วงหล่นกลับคืนสู่ความว่างเปล่า เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นจากทั่วสารทิศ

            บัดนี้คงหมดเวลาของนางแล้ว เรื่องเก่า ๆ ก็เป็นเพียงชั่วลมหายใจหนึ่ง ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จะห่วงก็แต่เจ้าเด็กคนนั้น...

            ดวงตาคู่สวยมองตรงไปยังเด็กหนุ่มวัยดรุณที่กำลังสะบัดแส้จัดการวิญญาณที่เล็ดลอดออกมา แม้รอยแยกจะถูกผนึกแล้ว แต่หน้าที่ของเขายังไม่จบ ความมุมานะที่จะปกป้องนาง ฉายผ่านดวงตาที่หนักแน่นคู่นั้น

            เด็กหนุ่มเช่นเขา ยังต้องเรียนรู้เรื่องราวอีกมาก เสียดายก็แต่ นางไม่อาจได้อยู่มองดูการเติบโตนั่นแล้ว หวังเพียงเขาจะใช้ชีวิตได้ดี แม้จะไม่มีนางคอยชี้แนะแล้วก็ตาม

            ความรู้สึกหนักอึ้งถาโถมเข้ามากะทันหัน นางไม่อาจรั้งอยู่บนกระบี่ได้อีกต่อไป ชั่วพริบตานางมองเห็นเพียงดอกหงส์ม่วงที่ปลิวไสวอยู่บนนภา แสงจันทร์ที่เคยถูกบดบังส่องสว่าง คล้ายอวยพรให้นางหลุดพ้นจากพันธนาการนี้...

            ในขณะที่ร่างของนางกำลังร่วงลงสู่พื้นดิน หยางเซียวหลงรีบพุ่งเข้ามา คว้าตัวนางไว้ทัน ใบหน้าเขาเปื้อนน้ำตา พึมพำเรียก “อาจารย์…อาจารย์…” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเสวี่ยเหยาดวงตาพร่าเลือน เด็กคนนี้เสียใจมากเพียงใดมีหรือนางจะไม่รู้ เพียงแต่นางเองก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ ร่างกายของนางบาดเจ็บหนักเกินกว่าจะรั้งอยู่ต่อ

            ใบหน้าที่เคยงดงามของนางเปรอะเปื้อนโลหิต ดวงตาเบิกค้าง ลมหายใจแผ่วจนแทบจับสัมผัสไม่ได้ มือของเขาสั่นระริก ค่อย ๆ ลดระดับลงสู่พื้นดิน ประคองร่างของอาจารย์ไว้อย่างเบามือราวกับกลัวว่าหากออกแรงเพียงนิดคนในอ้อมกอดจะสลายหายไปได้ทุกเมื่อ

            หากเมื่อครู่…มีใครสักคนยอมช่วยอาจารย์ของเขาผนึกรอยแยก บางที…นางอาจยังมีโอกาสรอด

            หลิงเสวี่ยเหยาราวกับล่วงรู้ว่าเขาคิดสิ่งใด พยายามยกมือที่หนักอึ้งขึ้นแตะใบหน้าของศิษย์ แล้วเอ่ยเสียงแผ่ว “อาหลง...พอแล้ว เจ้าอย่าแบกความแค้นไว้อีกเลย”

            ความรู้สึกที่อัดแน่นของลูกศิษย์ล้นทะลักออกมาในอากาศ นางจะไม่รับรู้สิ่งที่เขาคิดได้อย่างไร เด็กคนนี้แม้จะติดเล่นนัก แต่เรื่องที่เขาให้ความสำคัญที่สุดก็คือ ตัวนางเอง ความรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมที่เขารู้สึก ความคับแค้นใจเช่นนั้น นางเองก็เคยผ่านมานับครั้งไม่ถ้วน เพียงแต่มันไม่เคยทำให้สิ่งใดดีขึ้น รังแต่จะทุกข์ใจไปเสียเปล่า

            วันนี้ หากจะมีใครต้องตาย...ก็ขอให้เป็นข้า” นางลูบใบหน้าเขาเบา ๆ ภาพความทรงจำในอดีตซ้อนทับเป็นช่วง เด็กวัยแปดขวบในตอนนั้น โตขึ้นมาเป็นดรุณหนุ่มผู้หนักแน่นและกล้าหาญ นางทั้งภูมิใจและอาวรณ์นัก สวรรค์ช่างโหดร้ายเหลือเกิน ไม่ยอมให้นางได้ดูเด็กคนนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว

            อาจารย์...อย่าทิ้งข้าไป ท่านสัญญาแล้วว่าจะพาข้าไปหอหลิงจู๋...” เสียงของเด็กหนุ่มสั่นเครือ “ท่านจะจากไปเช่นนี้มิได้...ข้า...ข้ายังไม่ได้ตอบแทนท่านเลย…”

            เด็กหนุ่มกระชับอ้อมกอดราวกับกลัวว่าร่างของอาจารย์ที่เป็นดั่งสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายจะหายไป ชั่วขณะนั้นโลกทั้งใบเงียบลง ตัวเขาเห็นเพียงตนเองและอาจารย์อยู่ในที่แห่งนี้เพียงสองคน

            ท่านเจ้าสำนัก!!” ศิษย์ในสำนักหลายคนพากันวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน ก่อนหน้าพวกเขาไม่เห็นละเอียดนัก เพราะระยะห่างที่ค่อนข้างไกล แต่เมื่อเห็นใกล้ๆ ก็อดใจหายไม่ได้ เจ้าสำนักผู้สูงส่งเช่นนั้น บัดนี้ ดูบอบบางคล้ายจะสลายหายไปได้ทุกเมื่อ

            ไม่ไกลนักเหล่าผู้อาวุโสเปรยตามองเจ้าสำนักที่ใกล้หมดลม ในใจนึกเสียดายความสามารถ แต่ถึงอย่างไรชีวิตคนที่ยังอยู่ก็ต้องดำเนินต่อ แม้รอยแยกจะผนึกสมบูรณ์แล้ว แต่ตำแหน่งเจ้าสำนักจะว่างอยู่เช่นนี้ไม่ได้

            เพียงครู่เดียวพวกเขามองตากันราวกับรับรู้ว่าต่างฝ่ายต่างคิดเช่นไร ก่อนจะเริ่มเดินเข้าใกล้เจ้าสำนักคนปัจจุบัน แม้ปากจะเอ่ยคำว่าเสียใจ แต่สายตากลับเหลือบมองหยางเซียวหลงไม่พัก

            มีหรือหยางเซียวหลงจะไม่รู้ว่าตาเฒ่าพวกนี้คิดสิ่งใดอยู่ มืออีกข้างของเขากำแน่น เกิดประกายสายฟ้าวาบขึ้นบริเวณแหวน เดิมทีนอกจากความโศกเศร้าในใจเขาก็มีความขุ่นเคืองอยู่แล้ว เมื่อเห็นเช่นนี้ จึงยิ่งเกิดประกายไฟในอก ร้อนรุ่มจนแทบทนไม่ไหว รู้สึกอยากจะฟาดแส้ในมือใส่ผู้อาวุโสพวกนี้ให้รู้แล้วรู้รอด

            เมื่อความโศกเศร้าและความขุ่นเคืองปะทะกันในอก ความสูญเสียและความคับแค้นใจบีบคั้นจนล้น น้ำตาของเขาไหลรินลงกระทบใบหน้าของหลิงเสวี่ยเหยา มือบางปาดน้ำตาให้เขาอย่างเบามือ ราวกับจะปลอบโยนหัวใจที่ร้อนรุ่มให้เย็นลง ร่างสูงชะงักกึก ยกมือขึ้นจับมือของอาจารย์ ใบหน้าอ่อนลงชั่วขณะ

            อาหลง…อาจารย์เห็นแก่ตัว หลังจากนี้…ฝากเจ้าด้วย” สิ้นประโยคมือบางร่วงลงกระทบพื้นดิน เสียงของนางขาดห้วง โลกทั้งใบของเขาเงียบลงอีกครั้ง เด็กหนุ่มกอดร่างของอาจารย์ไว้แน่น ครั้งนี้น้ำตาไม่ไหลอีกต่อไป หัวใจของเขาก็เงียบสนิทลงเช่นกัน

            อาจารย์...ท่านสอนข้าใช้แส้ได้หรือไม่” หยางเซียวหลงพึมพำ ภาพความทรงจำในอดีตซ้อนทับ ในขณะที่ร่างบางของหลิงเสวี่ยเหยาค่อย ๆ สลายกลายเป็นกลีบดอกหงส์ม่วง ผีเสื้อวิญญาณตัวหนึ่งบินขึ้นฟ้าไปพร้อมกลีบดอกไม้

            เสียงร้องไห้ดังระงม ศิษย์ในสำนักต่างหมอบกราบเคารพร่างเจ้าสำนักที่จากไปพร้อมเอ่ยเสียงดัง “น้อมส่งเจ้าสำนักหลิง”

            บุรุษสวมอาภรณ์สีน้ำเงินอมเทายืนอยู่ในเงามืด มองเหล่าผู้อาวุโสที่เริ่มแสร้งร่ำไห้ด้วยสายตาเย็นเหยียบ ใบหน้านิ่งเรียบแต่ภายในอกเดือดดาลราวเปลวเพลิงที่ถูกอัดแน่น เขาเป็นเพียงคนเดียวที่สังเกตเห็นผีเสื้อวิญญาณตัวนั้น เมื่อรู้ทิศทางที่มันบินไปแล้ว เขาก็รีบหันหลังจากไปโดยไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของตัวเขาแม้แต่น้อย

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!